Aqua.c1ub.net
*
  Tue 20/Jan/2026
โพลล์
คำถาม: ถ้ากุ้งคุณเป็นโรคจะทำอย่างไร
อยากเป็นอะไรก็เป็นตายแล้วเดียวซื้อใหม่
แย่แล้วกุ้งเป็นโรคหายาด่วน!

หน้า: 1 2  ทั้งหมด   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: โรคสนิมครับ  (อ่าน 12239 ครั้ง)
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« เมื่อ: 09/04/10, [15:57:02] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

โรคสนิม (แผลไฟไหม้) คืออะไร
โดย เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง กันยายน 4th, 20090
โรคสนิม (Velvet Disease)

จะเกิดเป็น ลักษณะคล้ายมีผงสนิมสีน้ำตาลหรือสีทอง เกาะอยู่ตามตัวสัตว์น้ำ โรคนี้นั้นเกิดจากเชื้อโปรโตซัวร์ เกิดจากเชื้อ Piscinoodinium pillularis ช่วงชีวิตหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเกาะติดกับสัตว์น้ำ ในฐานะปรสิต อาศัยสัตว์น้ำ สังเคราะห์แสงได้เช่นเดียวกับพืช ทำให้เรามองเห็นปรสิตดังกล่าวเป็นสีน้ำตาล สีทอง หรือสีคล้ายกับสนิม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า โรคสนิม

มันสามารถดูซับสารอาหาร จากตัวสัตว์น้ำได้ ทำให้เกิดบาดแผล ติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราแทรกซ้อนได้ นำมาซึ่งสาเหตุการตายที่สำคัญของสัตว์น้ำ

สัตว์ น้ำป่วยเป็นโรค จะเซื่องซึม ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ไม่กินอาหาร อาจมีมีลักษณะเหมือนกับหอบร่วมด้วย เนื่องมาจากเชื้อเข้าทำลายเหงือก(ในปลา) ถ้าเปิดเหงือกปลาออกดูจะเห็นว่ามีเมือกถูกขับออกมามากผิดปกติ สีซีดผิดปกติ จนบางครั้งก็อาจออกดำไปเลย

โรควิบริโอซีส

อาการ: ตามระยางค์มีรอยไหม้สีดำเกิดขึ้น จากการที่กุ้งพยายามสร้างเม็ดสี การอักเสบบริเวณตับ ตับอ่อน ตับฝ่อ การกินอาหารลดลงและอาจตายได้ (มีการเกิดระบาดโดยเฉพาะในขณะที่น้ำมีความเค็มสูง = 20-30 ppt.)

สาเหตุของโรค: จากการติดเชื้อวิบริโอ (Vibrio spp.)

การรักษา:
1.ใช้สารเคมีกลุ่มไอโอดีน
2.ใช้ยาในกลุ่มยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน:
1.ควบคุมปริมาณอาหารที่ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
2.การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ และควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

สาระสำคัญอ้างอิง:

Burn spot disease

Burn spot disease, often referred to as shell disease, is a common disease of freshwater crayfish which is caused by fungi and/or bacteria. The disease is characterised by progressive erosion of the exoskeleton and is fatal when large areas of the exoskeleton have been eroded. Fungal species involved with shell disease include Ramularia astaci, Cephalosporium leptodactyli and Didymaria cambari.

 ข้อมูลน่ารู้ เกี่ยวกับโรคสนิม หรือ แผลไฟไหม้

ควร รักษาคุณภาพของน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ เนื่องจากหากว่าคุณภาพน้ำไม่ดี กุ้งจะลอกคราบไม่ผ่าน และโรคสนิมนี้จะลุกลามเร็วมาก มีอัตราการตายสูง

วิธี รักษาเบื้องต้น คือ การถ่ายน้ำและเร่งให้กุ้งลอกคราบออกเสีย จากนั้นจึงตักคราบทิ้งทันที เร่งการลอกคราบทำได้โดยการถ่ายน้ำด้วยน้ำที่มีค่า Alkalinity สูงกว่าอยู่ในตู้ หรือปรับน้ำให้มีค่าอยู่ในช่วงที่จะกระตุ้นได้ ( น้ำจืด 80 – 100 ppm น้ำเค็ม 150 – 200 ppm ) หากยังเป็นโรคนี้ขึ้นมาอีกให้ใช้ยา Chioramphenicol 5-7 MG ผสมอาหาร 1 ขีด ให้กินติดต่อกันจนกว่าจะหาย ( ควรคำนวณให้ดี ก่อนจะมีการตวงนะครับ ) โดยปกติแล้วกุ้งที่มีสุขภาพดี และ คุณภาพน้ำเหมาะสม จะลอกคราบเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ขึ้นกับชนิดและวัยของกุ้งด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ากุ้งจะไม่ค่อยเป็นโรค แต่ถ้าเป็นแล้วจะรุนแรง และ สูญเสียเร็วมาก จึงต้องมีการเอาใจใส่เป็นอย่างดีครับ

อ้างอิงบางส่วนจาก :
อาจารย์นายสัตว์แพทย์ สุรชัย พิกุลแก้ว และ อาจารย์นายสัตว์แพทย์ ดร.รัชต์ ขัตติยะ . 2548

ไปก็อบมาจากเว็บ  http://www.tomyfarm.com/library/archives/97

ไม่รู้มีคนลงไว้หรือยังครับ
gunner1989 ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #1 เมื่อ: 09/04/10, [16:01:08] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เร่งให้ ลอกคราบ นิ ทามไง หรอ
zechs ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #2 เมื่อ: 09/04/10, [16:04:40] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เร่งให้ ลอกคราบ นิ ทามไง หรอ
เกลือไงครับท่าน
zechs ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #3 เมื่อ: 09/04/10, [16:05:35] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

โรคสนิม (แผลไฟไหม้) คืออะไร
โดย เว็บไซต์สัตว์เลี้ยง กันยายน 4th, 20090
โรคสนิม (Velvet Disease)

จะเกิดเป็น ลักษณะคล้ายมีผงสนิมสีน้ำตาลหรือสีทอง เกาะอยู่ตามตัวสัตว์น้ำ โรคนี้นั้นเกิดจากเชื้อโปรโตซัวร์ เกิดจากเชื้อ Piscinoodinium pillularis ช่วงชีวิตหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเกาะติดกับสัตว์น้ำ ในฐานะปรสิต อาศัยสัตว์น้ำ สังเคราะห์แสงได้เช่นเดียวกับพืช ทำให้เรามองเห็นปรสิตดังกล่าวเป็นสีน้ำตาล สีทอง หรือสีคล้ายกับสนิม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า โรคสนิม

มันสามารถดูซับสารอาหาร จากตัวสัตว์น้ำได้ ทำให้เกิดบาดแผล ติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราแทรกซ้อนได้ นำมาซึ่งสาเหตุการตายที่สำคัญของสัตว์น้ำ

สัตว์ น้ำป่วยเป็นโรค จะเซื่องซึม ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ไม่กินอาหาร อาจมีมีลักษณะเหมือนกับหอบร่วมด้วย เนื่องมาจากเชื้อเข้าทำลายเหงือก(ในปลา) ถ้าเปิดเหงือกปลาออกดูจะเห็นว่ามีเมือกถูกขับออกมามากผิดปกติ สีซีดผิดปกติ จนบางครั้งก็อาจออกดำไปเลย

โรควิบริโอซีส

อาการ: ตามระยางค์มีรอยไหม้สีดำเกิดขึ้น จากการที่กุ้งพยายามสร้างเม็ดสี การอักเสบบริเวณตับ ตับอ่อน ตับฝ่อ การกินอาหารลดลงและอาจตายได้ (มีการเกิดระบาดโดยเฉพาะในขณะที่น้ำมีความเค็มสูง = 20-30 ppt.)

สาเหตุของโรค: จากการติดเชื้อวิบริโอ (Vibrio spp.)

การรักษา:
1.ใช้สารเคมีกลุ่มไอโอดีน
2.ใช้ยาในกลุ่มยาปฏิชีวนะ

การป้องกัน:
1.ควบคุมปริมาณอาหารที่ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
2.การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ และควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

สาระสำคัญอ้างอิง:

Burn spot disease

Burn spot disease, often referred to as shell disease, is a common disease of freshwater crayfish which is caused by fungi and/or bacteria. The disease is characterised by progressive erosion of the exoskeleton and is fatal when large areas of the exoskeleton have been eroded. Fungal species involved with shell disease include Ramularia astaci, Cephalosporium leptodactyli and Didymaria cambari.

 ข้อมูลน่ารู้ เกี่ยวกับโรคสนิม หรือ แผลไฟไหม้

ควร รักษาคุณภาพของน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ เนื่องจากหากว่าคุณภาพน้ำไม่ดี กุ้งจะลอกคราบไม่ผ่าน และโรคสนิมนี้จะลุกลามเร็วมาก มีอัตราการตายสูง

วิธี รักษาเบื้องต้น คือ การถ่ายน้ำและเร่งให้กุ้งลอกคราบออกเสีย จากนั้นจึงตักคราบทิ้งทันที เร่งการลอกคราบทำได้โดยการถ่ายน้ำด้วยน้ำที่มีค่า Alkalinity สูงกว่าอยู่ในตู้ หรือปรับน้ำให้มีค่าอยู่ในช่วงที่จะกระตุ้นได้ ( น้ำจืด 80 – 100 ppm น้ำเค็ม 150 – 200 ppm ) หากยังเป็นโรคนี้ขึ้นมาอีกให้ใช้ยา Chioramphenicol 5-7 MG ผสมอาหาร 1 ขีด ให้กินติดต่อกันจนกว่าจะหาย ( ควรคำนวณให้ดี ก่อนจะมีการตวงนะครับ ) โดยปกติแล้วกุ้งที่มีสุขภาพดี และ คุณภาพน้ำเหมาะสม จะลอกคราบเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ขึ้นกับชนิดและวัยของกุ้งด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ากุ้งจะไม่ค่อยเป็นโรค แต่ถ้าเป็นแล้วจะรุนแรง และ สูญเสียเร็วมาก จึงต้องมีการเอาใจใส่เป็นอย่างดีครับ

อ้างอิงบางส่วนจาก :
อาจารย์นายสัตว์แพทย์ สุรชัย พิกุลแก้ว และ อาจารย์นายสัตว์แพทย์ ดร.รัชต์ ขัตติยะ . 2548

ไปก็อบมาจากเว็บ  http://www.tomyfarm.com/library/archives/97

ไม่รู้มีคนลงไว้หรือยังครับ


พี่ว่าไปลงห้องสมุดกุ้งดีกว่านะ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #4 เมื่อ: 09/04/10, [16:06:23] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เร่งให้ ลอกคราบ นิ ทามไง หรอ
ไคโตซาน เป็นไบโอโพลิเมอร์ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญในรูปของ D – glucosamine พบได้ในธรรมชาติ โดยเป็นองค์ประกอบอยู่ในเปลือกนอกของสัตว์พวก กุ้ง ปู แมลง และเชื้อรา เป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ ที่เป็นวัสดุชีวภาพ ( Biometerials ) ย่อยสลายตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยในการนำมาใช้กับมนุษย์ ไม่เกิดผลเสียและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ไม่เกิดการแพ้ ไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ ( non – phytotoxic ) ต่อพืช นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเพิ่มปริมาณของสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์

gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #5 เมื่อ: 09/04/10, [16:07:13] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

พี่ว่าไปลงห้องสมุดกุ้งดีกว่านะ
ย้ายไม่เปงครับ
iceman777 ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #6 เมื่อ: 09/04/10, [16:10:09] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

กุ้งผมไม่ลอกคาบ ทำไงดีครับบอกผมหน่อยสิ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #7 เมื่อ: 09/04/10, [16:11:07] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ไคตินและไคโตซานครับ
หลักการและเหตุผล
ไคติน จัดอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตประเภทโครงสร้างที่เป็นเส้นใย คล้ายคลึงกับเซลลูโลสจากพืช ไคตินพบได้ในเปลือกของสัตว์ เช่น กุ้ง ปู แกนหมึก แมลง ตัวไหม หอยมุก และผนังเซลล์ของพวกรา ยีสต์ และจุลินทรีย์อีกหลายชนิด ไคตินในธรรมชาติมีโครงสร้างของผลึกที่แข็งแรง 3 ลักษณะ ได้แก่ แอลฟ่าไคติน เกิดจากเปลือกกุ้งและเปลือกปู เบต้าไคติน เกิดในแกนหรือกระดองหมึก และแกมม่าไคติน
ไคโตซาน คือ สารโพลิเมอร์ชีวภาพที่สกัดจากไคติน ซึ่งเป็นโครงสร้างของเปลือกกุ้ง กระดองปู แกนปลาหมึก และผนังเซลของเห็ด ราบางชนิด ไคติน-ไคโตซาน จัดเป็นโคโพลิเมอร์ที่อยู่ร่วมกันในธรรมชาติ มีปริมาณของไคตินมากเป็นอันดับสองรองจากเซลลูโลส ไคติน-ไคโตซาน มีสมบัติพื้นฐานที่เข้ากับธรรมชาติได้ดี ย่อยสลายง่าย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งไคติน-ไคโตซาน มีหมู่อะมิโนที่แสดงสมบัติพิเศษหลายประการที่ต่างจากเซลลูโลส เช่น การละลายได้ในกรดอินทรีย์เจือจาง การจับกับอิออนของโลหะได้ดี และการมีฤทธิ์ทางชีวภาพ ปัจจุบันมีการนำสารไคติน-ไคโตซาน มาประยุกต์ใช้จริงทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ทางการแพทย์และเภสัชกรรม เช่น สารตกตะกอนในการบำบัดน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเส้นใยสิ่งทอ เพื่อป้องกันแบคทีเรียและเชื้อรา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อคุณภาพในการลดไขมันและคอเลสเตอรอล เรื่องความสวยความงามที่เป็นที่สนใจของคุณสุภาพสตรีทั้งหลาย สารเร่งการเจริญเติบโตในพืชและสัตว์แลกเนื้อต่าง ๆ เช่น สุกร กุ้ง เป็ด ไก่ สารเคลือบผลไม้เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา สารถนอมอาหาร และแผ่นฟิล์มปิดแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
ภาพรวมการใช้ไคติน-ไคโตซานในประเทศไทย ณ วันนี้อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ อันเนื่องมาจากมีความพร้อมทางด้านวัตถุดิบ (เปลือกกุ้งและปู) ศักยภาพในด้านวัตถุดิบนี้ เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทย เป็นประเทศที่ส่งออกกุ้งแช่แข็งเป็นสินค้าออกอันดับต้นๆ ของโลก ถึงแม้ว่าทางรัฐบาลได้มีนโยบายในการจำกัดพื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้ง แต่เปลือกกุ้งที่จะถูกป้อนให้กับโรงงาน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นไคติน-ไคโตซาน นั้นได้มาจาก 2 แหล่ง คือ จากฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งประมาณ 2 แสนตันต่อปี และจากทะเลประมาณ 3 แสนตันต่อปี ดังนั้นจึงไม่น่ามีปัญหาในด้านการขาดแคลนวัตถุดิบ เมื่อความต้องการใช้ไคติน-ไคโตซานในท้องตลาดมีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันนี้ก็ยังมีความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตสารไคติน-ไคโตซาน เป็นเทคโนโลยีที่ง่ายไม่ซับซ้อน สามารถทำได้ตั้งแต่ในระดับครัวเรือน ชุมชนและขยายใหญ่ในระดับอุตสาหกรรม ปัจจุบันโรงงานที่ดำเนินการผลิต ยังมีอยู่ไม่มาก อัตราการผลิตของแต่ละโรงก็ยังไม่สูงมาก และเท่าที่ปรากฏก็ไม่ค่อยแสดงตัวมากนัก หากความต้องการของตลาดมีมากขึ้น การขยายตัวเป็นอุตสาหกรรมมีความเป็นไปได้มากและรวดเร็ว เพราะใช้เงินลงทุน เครื่องจักร-เครื่องมือ และแรงงานไม่มาก สามารถจัดการระบบการผลิตได้ไม่ยาก จากความพร้อมในหลายด้านดังกล่าว ในอนาคตเมืองไทยอาจจะเป็นประเทศที่ส่งออกไคติน-ไคโตซานระดับต้นๆ ของโลก เช่นเดียวกับกุ้งแช่แข็งก็อาจจะเป็นไปได้ ในแง่กระบวนการผลิตมีการใช้สารเคมีร่วม ซึ่งอาจจะมีปัญหาตามมาได้ เช่น ปัญหาสารเคมีตกค้างและปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็สามารถจัดการแก้ไขและควบคุมได้ โดยอาจนำแนวทางความรู้ทางเทคโนโลยีสะอาดและเทคโนโลยีชีวภาพมาร่วมจัดการได้ นอกจากนี้เรายังสามารถพัฒนาการผลิตให้ครบวงจรได้ตั้งแต่ สารไคติน สารไคโตซาน และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสารไคติน-ไคโตซาน เช่น ปุ๋ย เครื่องสำอาง และอาหารเสริม ฯลฯ อันเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังไม่เป็นการเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ กล่าวคือ ในการที่เราต้องส่งสารไคติน-ไคโตซานออกขายให้กับต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น จากนั้นประเทศเหล่านั้น ก็ทำการผลิตผลิตภัณฑ์จากสารนี้ แล้วส่งกลับมาขายในเมืองไทย ในราคาสูงมากเมื่อเทียบกับราคาไคติน-ไคโตซานที่เราขายให้ไปข้างต้น ทั้งๆ ที่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยในประเทศไทยเอง ก็มีความรู้ความสามารถพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้ แต่ทว่ายังต้องการแรงสนับสนุนและการส่งเสริมการผลิต ตลอดจนความร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่ระบบการผลิตเต็มรูปแบบในลำดับต่อไป

ก็อปมาจาก http://www.thailabonline.com/chitin-chitosan.htm
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10/04/10, [12:52:19] โดย ดุ๊กดิ๊กฮารูปิ๊ & ฉึ่งแมวส้ม »
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #8 เมื่อ: 09/04/10, [16:12:01] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

กุ้งผมไม่ลอกคาบ ทำไงดีครับบอกผมหน่อยสิ
ยังไม่ถึงเวลาครับอาหารไม่เพียงพอต่อการลอกคราบครับเดียวก็ลอกครับใจเย็นๆครับ

กลับหน้าแรกครับผม
ลองสนใจ"การลอกคราบของกุ้งกันไหม?"
สนับข้อมูลโดย.... นิตยสารประมงธุรกิจ

องค์ประกอบหลักของเปลือกส่วนใหญ่ประมาณมากกว่า 75% จะเป็นไคติน ที่เหลือจะเป็นพวกแร่ธาตุ เกลือ โปรตีนและไขมัน โดยขบวนการลอกคราบของกุ้งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น อายุกุ้ง, ปริมาณสารอาหารที่ จำเป็น, ความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและตัวกุ้ง รวมทั้งผลกระทบเชิงลบต่างๆ ที่ชะงักการกินอาหารของกุ้ง ในช่วงระหว่างที่กุ้งลอกคราบจะมีความแตกต่างกันในแต่ละระยะ ดังนี้
การเปลี่ยนแปลงทางสรีระวิทยาที่เกิดขึ้นในวงจรการลอกคราบ

1.ระยะก่อนการลอกคราบ (Premolt) มีการเปลี่ยนแปลงคือ
ปลายระยะก่อนการลอกคราบกุ้งจะไม่กินอาหาร จะสังเกตได้ว่ากุ้งเริ่มกินอาหารไม่หมดยอ แต่กุ้งจะดึงสารอาหารและพลังงานจากอาหารที่สะสมไว้ที่ตับมาใช้แทน การสร้างคราบใหม่ จะเริ่มสร้างไคตินจากอาหารที่สะสม ไกลโคเจนที่ถูกสะสมไว้จะลดลงเนื่องจากถูกนำไปสร้างไคตินในการพัฒนาให้เปลี่ยนเป็นเปลือกใหม่ ในระยะนี้จะพัฒนาเข้าสู่ระยะลอกคราบเร็วหรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณสารอาหารที่จะพัฒนาเป็นเปลือกใหม่

หากกุ้งได้รับสารอาหารและเปลี่ยนเป็นไคตินได้มากก็จะลอกคราบได้เร็ว แต่ในกรณีหากเกิดปัญหาการกินชะงัก หรือสารอาหารไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนให้อยู่ในรูปไคติน ในเปลือกใหม่ช่วงระยะเวลาในการลอกคราบ ก็จะยืดออกไป3-5 วัน ระยะนี้ความต้องการออกซิเจนของเซลล์จะเพิ่มมากขึ้น จะมีการดูดซึมพวกแร่ธาตุและสารอินทรีย์ต่างๆ ที่สะสมอยู่ที่เปลือกเก่ากลับเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านระบบเลือด ทำให้คราบเก่าอ่อนนุ่มลง
2. ระยะลอกคราบ (Intermolt) มีการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
ในระยะนี้กุ้งจะหยุดการเคลื่อนไหว กิจกรรมต่างๆ เริ่มลดลง ปริมาณกลูโคส, โปรตีนและไขมัน ในเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการรับออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากกุ้งต้องใช้พลังงานมากในการลอกคราบ เมื่อลอกคราบเสร็จแล้วจะมีการดูดซึมน้ำเข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยดูดซึมจากกระแสเลือดและเนื้อเยื่อของร่างกาย ระยะนี้จะสั้นมากเพราะเป็นระยะที่อันตรายที่สุดในวงจรชีวิต มักพบการสูญเสียกับกุ้งที่สะสม สารอาหารไม่เพียงพอ กุ้งลอกคราบไม่ออก ลอกคราบติด เปลือกนิ่ม ตัวกรอบแกรอบ และมักกินกันเอง
3. ระยะหลังการลอกคราบ (postmolt)
หลังจากการถอดคราบสมบูรณ์แล้ว การสะสมแคลเซียมก็เริ่มต้นทันทีเพื่อช่วยเร่งการแข็งตัวของเปลือก ระยะนี้จะมีการดึงน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ร่างกายมากที่สุด เพื่อเพิ่มขนาดและน้ำหนักของร่างกาย มีการสะสมแคลเซียมที่ บริเวณคราบชั้นนอก เมื่อเปลือกเริ่มแข็งก็จะเริ่มมีการเคลื่อนไหว และเริ่มกินอาหารเพิ่มขึ้น หลังจากระยะพักจากการลอกคราบ คราบใหม่แข็ง

หลังการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อเสร็จสมบูรณ์ อาหารที่กุ้งกินในแต่ละวันจะเริ่มเพิ่มมากขึ้น อาหารที่กินเข้าไปจะถูกใช้ไปในการดำรงชีวิตประจำวัน ส่วนที่เหลือจะถูกเปลี่ยนไปให้สะสมในตับ อยู่ในรูปของสารอาหารพวก โปรตีน ไขมัน และ ไกลโคเจน เพื่อเป็นอาหารและพลังงานสำรองในการเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของสารที่จำเป็นในการสร้างเปลือกใหม่อีกครั้ง ด้วยกลไกทางธรรมชาติ กุ้งจะรู้ตัวเองว่าสารอาหารต่างๆ ที่สะสมไว้เพียงพอ สำหรับการลอกคราบแล้ว การกินอาหารจะเริ่มลดลงเล็กน้อยและเตรียมเข้าสู่ระยะลอกคราบอีกครั้งเป็นวัฏจักรเช่นนี้ตลอด

ช่วงความถี่ ในการลอกคราบแต่ละครั้ง กุ้งจะมีความถี่และความห่างในการลอกคราบแต่ระยะแตกต่างกันตามอายุของกุ้ง ดังนี้
* กุ้งน้ำหนักประมาณ 2-5 กรัม (อายุประมาณไม่เกิน 30 วัน) ช่วงการลอกคราบ 6-7 วัน/ครั้ง
* กุ้งน้ำหนักประมาณ 6-9 กรัม (อายุ 1-2 เดือน) ช่วงการลอกคราบ 7-8 วัน/ครั้ง
* กุ้งน้ำหนักประมาณ 10-15 กรัม (อายุ 2-3 เดือน/100 ตัว/กก.) ช่วงการลอกคราบ 9-10 วัน/ครั้ง
* กุ้งน้ำหนักประมาณ 16-22 กรัม(อายุ 3-4 เดือน/60 ตัว/กก.) ช่วงการลอกคราบ 12-13 วัน/ครั้ง
จากเว็บ http://www.shrimpcenter.com/t-shrimp016.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09/04/10, [16:14:36] โดย icesw2 »
zechs ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #9 เมื่อ: 09/04/10, [16:18:25] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

บะ บะ ข้อมูลเค้าแน่จิงๆ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #10 เมื่อ: 09/04/10, [16:19:20] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

บะ บะ ข้อมูลเค้าแน่จิงๆ
มีสาระบางอ่ะครับ
413 ออฟไลน์
Club Champion
« ตอบ #11 เมื่อ: 09/04/10, [16:36:34] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ย้ายไม่เปงครับ
ยูสเซอร์ธรรมดาไม่มีสิทธ์ย้ายครับ  เป็นสนิมใช้em,ยาเเก้โรคไต(หรืออะไรเกี่ยวกับไตอ่ะครับเดี๋ยวผมไปเอารายละเอียดมาบอก) ก็ช่วยได้ครับ เกลือเร่งให้ลอกคราบก็จริงเเต่อาจจะตายได้นะครับ
แต่งคอมแรงไม่ทำให้คนฉลาดขึ้น ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #12 เมื่อ: 09/04/10, [16:45:29] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

มือใหม่ ยังไม่แนะนำให้ใช่เกลือ เท่าที่เห็นน่ะครับ  n032
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #13 เมื่อ: 09/04/10, [16:47:24] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ปล่อยไว้นี่และครับเดียวต่อไปเราก้อลงให้ถูกอ่าน่ะ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #14 เมื่อ: 09/04/10, [16:50:53] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

วิธีใช้ไคโตซานกับกุ้ง

สำหรับอาชีพการเลี้ยงกุ้งนั้น ผู้ประกอบการหลายๆรายในปัจจุบันต้องประสบกับปัญหาต่างๆในการดำเนินธุรกิจมากมาย เช่น กุ้งไม่เจริญเติบโต, กุ้งไม่ลอกคราบ, กุ้งไม่แข็งแรง ขี้โรค, กุ้งตาย, อัตราการรอดน้อย, ผลผลิตรวมตกต่ำ, ผลผลิตไม่มีคุณภาพ เช่น กุ้งตัวเล็ก ผิวไม่สวย มีกลิ่นโคลนตม ทำให้ขายไม่ได้ราคาดี ประสบกับปัญหาขาดทุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ระหว่างการเลี้ยงกุ้งได้ใช้สารเคมีและยาเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้เกิดสารพิษตกค้างในดินก้นบ่อส่งผลต่อการเลี้ยงกุ้งในครั้งต่อๆไปอีกด้วย ทำให้ผลผลิตเลวลงอีกอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่พบในการเลี้ยงกุ้งหรือสัตว์น้ำอื่นๆคือ ความสิ้นเปลืองอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งหรือสัตว์น้ำ ส่วนหนึ่งประมาณ 40% จะละลายหายไปในน้ำและตกตะกอนลงก้นบ่อเลี้ยง ส่งผลให้เกิดการหมกหมมของเศษอาหารบริเวณก้นบ่อทำให้เกิดปัญหาน้ำเสีย น้ำบูดเน่า โคลนเน่า เลนเน่า ค่า PH เสียไป เกิดการสะสมของเชื้อโรคต่างๆ ส่งผลให้กุ้งและสัตว์เลี้ยงเป็นโรคได้ง่าย เปิดปัญหากุ้งไม่กินอาหาร ไม่ลอกคราบ ไม่โต ผิวไม่สวย ส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำในที่สุด

สำหรับสัตว์น้ำชนิดอื่นๆก็มักจะประสบปัญหาคล้ายๆกัน คือ ปัญหาเรื่องน้ำเสีย, ความสิ้นเปลืองอาหาร, สัตว์เป็นโรค ไม่ค่อยกินอาหาร, อัตราการรอดน้อย, น้ำหนักตัวไม่ดี เป็นต้น

ประโยชน์ของไคโตซานที่มีต่อกุ้ง

ไคโตซาน จะเคลือบอาหารสัตว์เอาไว้ ทำให้อาหารแตกตัวในน้ำช้าลง ทำให้กุ้ง, ปลาและสัตว์อื่นๆกินอาหารได้มากขึ้นเพราะอาหารอยู่ในน้ำได้ประมาณ 12 ชั่วโมงขึ้นไปโดยไม่เปื่อยยุ่ยง่าย ลดการสูญเสียอาหารทำให้สามารถลดปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละครั้ง เกษตรกรจึงประหยัดการให้อาหารในแต่ละครั้งลงได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำและดินก็ไม่เสียเร็ว เกิดการสะสมโรคน้อยลง นอกจากนี้ปัญหาเรื่องแอมโมเนีย ค่า PH ของน้ำ ผู้เลี้ยงไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้สารเคมีแก้ปัญหามากเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อสัตว์กินอาหารที่มีไคโตซานเคลือบอยู่ ไคโตซานจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกลูโคซามีนซึ่งช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกกุ้ง ช่วยในการสร้างเกล็ดในปลา และเร่งการเจริญเติบโตในกบและตะพาบ จึงทำให้เจริญเติบโตดี กุ้งลอกคราบดี ปลา กบ และตะพาบเนื้อแน่น น้ำหนักดี ผิวสวย และมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด

วิธีใช้ไคโตซานกับกุ้ง

-   ผสมอาหารให้กิน โดยผสมไคโตซาน 20 ซี.ซี. / น้ำ 100 ซี.ซี. / อาหาร 1 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน ผึ่งทิ้งไว้ในร่มให้แห้งประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำไปหว่าน

-   ใช้ราดบ่อเพื่อทำให้น้ำใสและปรับสภาพน้ำ โดยผสมไคโตซาน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร (1 ต่อ 200) ราดบ่อ 1 ไร่ ทุกๆ 7-10 วัน

-   กรณีเตรียมบ่อใช้ไคโตซาน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร (1 ต่อ 200) ราดให้ทั่วบ่อ ตากแดดไว้ 2-3 วัน ไคโตซานจะช่วยปรับสภาพดินและยับยั้งเชื้อโรค ที่อยู่ในดินและน้ำ

เอามาจาก http://chotrungsee-biochem.com/chitosan-shrimp.php
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #15 เมื่อ: 09/04/10, [17:19:18] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ไปเอาข้อมูลมาฝากอาจช่วยเพื่อนๆได้บางครับ
limitedck ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #16 เมื่อ: 09/04/10, [18:12:39] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ตาลายเลย  asspain

ไม่มีกุ้งให้เลี้ยง

อ่านไม่เข้าหัวเลย

 [on_024]
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #17 เมื่อ: 09/04/10, [18:13:38] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ตาลายเลย  asspain

ไม่มีกุ้งให้เลี้ยง

อ่านไม่เข้าหัวเลย

 [on_024]

อ่าครับเพื่ออนาคตเลี้ยงครับ
TENTzz ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #18 เมื่อ: 10/04/10, [12:01:40] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

จ๊าก น่า กลัว ครับ กุ้ง ผม เป็น ตัว หนึ่ง อาการ น่า เป็น ห่วง ละ ครับ  [on_024] [on_024]
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #19 เมื่อ: 10/04/10, [12:04:58] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ยูสเซอร์ธรรมดาไม่มีสิทธ์ย้ายครับ  เป็นสนิมใช้em,ยาเเก้โรคไต(หรืออะไรเกี่ยวกับไตอ่ะครับเดี๋ยวผมไปเอารายละเอียดมาบอก) ก็ช่วยได้ครับ เกลือเร่งให้ลอกคราบก็จริงเเต่อาจจะตายได้นะครับ


รู้สึกยาซื่อ Norfloxacin น่ะครับ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #20 เมื่อ: 10/04/10, [12:39:38] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

แงของเราเงาเลยกระทู้
แต่งคอมแรงไม่ทำให้คนฉลาดขึ้น ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #21 เมื่อ: 10/04/10, [12:52:58] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เฮ้ออ เจ้าของกระทู้ อายุเท่าไรนิ  [เอ๊ะ!!!]
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #22 เมื่อ: 10/04/10, [12:59:02] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ลักษณะของเชื้อ Piscinoodinium เป็นสัตว์เซลล์เดียวขนาดเล็ก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 70 ไมครอน

ตัวการโรคสนิมครับ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #23 เมื่อ: 10/04/10, [13:00:05] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เฮ้ออ เจ้าของกระทู้ อายุเท่าไรนิ  [เอ๊ะ!!!]
15 ครับทำไมอ่าครับ
Coffman ออฟไลน์
Sponsor
« ตอบ #24 เมื่อ: 10/04/10, [13:48:45] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

วิธีใช้ไคโตซานกับกุ้ง

-   ผสมอาหารให้กิน โดยผสมไคโตซาน 20 ซี.ซี. / น้ำ 100 ซี.ซี. / อาหาร 1 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน ผึ่งทิ้งไว้ในร่มให้แห้งประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำไปหว่าน

-   ใช้ราด บ่อเพื่อทำให้น้ำใสและปรับสภาพน้ำ โดยผสมไคโตซาน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร (1 ต่อ 200) ราดบ่อ 1 ไร่ ทุกๆ 7-10 วัน

-   กรณีเตรียมบ่อใช้ไคโตซาน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร (1 ต่อ 200) ราดให้ทั่วบ่อ ตากแดดไว้ 2-3 วัน ไคโตซานจะช่วยปรับสภาพดินและยับยั้งเชื้อโรค ที่อยู่ในดินและน้ำ

เห็นสามบรรทัดนี้แล้วอึ้งเลย ไม่อยากบอกว่าผมเป็นคนกำหนด spec ให้คนเลี้ยงกุ้งไทยใช้กันตั้งแต่บางเลน สมุทรสาคร สมุทรปราการ แต่มันเป็นอดีตไปแล้วครับ จากที่ทำงานเก่า emb01 ความลับในการใช้ที่แท้จริงยังมีอีกเยอะไคโตซานกับกุ้งเนี่ย เหอะๆๆๆ DIY
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 10/04/10, [13:51:10] โดย coffman »
zechs ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #25 เมื่อ: 10/04/10, [14:29:08] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก fire1

ทำไมมีแต่สาระ  ไปดีฝ่า  [วิ่งชิลๆ]
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #26 เมื่อ: 11/04/10, [10:50:29] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ไปก็อปมาครับ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #27 เมื่อ: 11/04/10, [10:57:09] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

วิธีใช้ไคโตซานกับกุ้ง

-   ผสมอาหารให้กิน โดยผสมไคโตซาน 20 ซี.ซี. / น้ำ 100 ซี.ซี. / อาหาร 1 กิโลกรัม คลุกให้เข้ากัน ผึ่งทิ้งไว้ในร่มให้แห้งประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำไปหว่าน

-   ใช้ราด บ่อเพื่อทำให้น้ำใสและปรับสภาพน้ำ โดยผสมไคโตซาน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร (1 ต่อ 200) ราดบ่อ 1 ไร่ ทุกๆ 7-10 วัน

-   กรณีเตรียมบ่อใช้ไคโตซาน 1 ลิตร / น้ำ 200 ลิตร (1 ต่อ 200) ราดให้ทั่วบ่อ ตากแดดไว้ 2-3 วัน ไคโตซานจะช่วยปรับสภาพดินและยับยั้งเชื้อโรค ที่อยู่ในดินและน้ำ

เห็นสามบรรทัดนี้แล้วอึ้งเลย ไม่อยากบอกว่าผมเป็นคนกำหนด spec ให้คนเลี้ยงกุ้งไทยใช้กันตั้งแต่บางเลน สมุทรสาคร สมุทรปราการ แต่มันเป็นอดีตไปแล้วครับ จากที่ทำงานเก่า emb01 ความลับในการใช้ที่แท้จริงยังมีอีกเยอะไคโตซานกับกุ้งเนี่ย เหอะๆๆๆ DIY

มีอะไรก็มาบอกกันบางสิครับ
gooice ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #28 เมื่อ: 11/04/10, [19:48:13] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

จะไม่กันอีกนานครับไม่สบายหนักมาก
TENTzz ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #29 เมื่อ: 17/04/10, [22:19:37] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ไอซ์ กุ้ง เอ็ง เคยติดบ้าง ปะ  ถึง เอา มาบ่น ในนี้อ่า
หน้า: 1 2  ทั้งหมด   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: