กรมประมงกำจัด"กุ้งเอเลี่ยน" กุ้งสีฟ้าเลี้ยงทั่วเมืองกาญจน์
เมื่อ วันที่ 28 มิถุนายน นายจรัลธาดา กรรณสูต รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันแนวโน้มการนำเข้าพืช และสัตว์ต่างถิ่นชนิดที่รุกรานหรือเอเลี่ยนสปีชีส์ เข้ามาเพาะเลี้ยงในเชิงการค้าและเพื่อความสวยงามสูงมาก เข้ามาแย่งอาหารสัตว์น้ำพื้นเมืองของไทย เช่น เต่าญี่ปุ่น ปลาซักเกอร์ กบอเมริกา หอยเชอร์รี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการควบคุมพืชและสัตว์เอเลี่ยนสปีชีส์ ยังมีข้อจำกัด เพราะไม่มีกฎหมายที่จะควบคุมดูแลโดยตรง กรมประมงจึงตั้งคณะกรรมการระดับสถาบันด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ มีหน้าที่กำกับดูแลและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ในการอนุญาตการนำเข้าสัตว์น้ำที่เป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นพร้อมจัดทำบัญชีราย ชื่อสัตว์น้ำบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมของไทย
นายจรัล ธาดากล่าวว่า ล่าสุดยังได้รับข้อมูลจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี ที่ได้วิจัยประเมินความเสี่ยงของกุ้งน้ำจืดเครฟิช (Crayfish) ซึ่งเป็นกุ้งพื้นเมืองของประเทศออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา และมีภาคเอกชนขออนุญาตนำพ่อแม่พันธุ์เข้ามาเพาะเลี้ยงในแถบ ต.วังด้ง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เมื่อช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา และขณะนี้เริ่มขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงไปให้เกษตรกรใน จ.ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และสมุทรปราการ แบบระบบลูกโซ่
นายจรัลธาดา กล่าวว่า กุ้งเครฟิช เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีสีสันสวยงาม ลำตัวสีฟ้าสดใส ตัวใหญ่ขนาดครึ่งฟุต มีก้ามใหญ่เป็นคู่เหมือนกับก้ามปู สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ง่ายด้วยการนำพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงรวมกันในบ่อ ก็จะได้ลูกกุ้งออกมาจำนวนมาก เฉลี่ยขายกินเนื้อกิโลกรัมละ 400 บาท และตัวละ 100-300 บาทสำหรับการนำไปเลี้ยงดูเล่น
"น่าเป็นห่วงต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะนาข้าวที่อยู่รอบพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้ง เนื่องจากผลวิจัยค่อนข้างชัดเจนแล้วว่ากุ้งชนิดนี้จะกัดกินต้นข้าว พืชน้ำ กุ้งฝอย และหอยขมของไทย เมื่อนำทดลองไปเลี้ยงรวมกัน โดยเฉพาะกุ้งที่มีขนาดความยาวเฉลี่ย 30.42 ซม.น้ำหนักเฉลี่ย 11.3 กรัมเพียง 2 ตัวในบ่อซีเมนต์กลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 เมตรสามารถกัดกินทำลายต้นข้าวที่มีอายุ 20 วันสูงถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกุ้งฝอยและหอยขมจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ส่วนหัว ดังนั้นจึงพิจารณาว่าหากปล่อยให้มีผลการขยายพื้นที่เพาะเลี้ยงเพิ่มขึ้น ในอนาคตกุ้งที่หลุดลอดไปในแปลงนาจะมีอานุภาพทำลายข้าวสูงมาก ทั้งนี้จะดูว่าจะใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือกฎหมายของกรมประมง มาใช้กับกรณีนี้" รองอธิบดีกรมประมง กล่าว
น.ส.อ้อมเดือน มีจุ้ย นักวิชาการประมง 5 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นผู้ศึกษา กล่าวว่า จากข้อมูลพบว่าในช่วงแรกๆ มีการขออนุญาตนำเข้ากุ้งชนิดนี้ ประมาณ 2-3 ราย พบที่ จ.กาญจนบุรี1 รายเป็นฟาร์มเลี้ยงในบ่อดินในพื้นที่ 6 ไร่จำนวน 6 บ่อ เจ้าของจะเลี้ยงจนโตและขายเนื้อให้ภัตตาคารใน กทม.มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เป็นลูกค้าสำคัญ ซึ่งในระบบการเลี้ยงของ จ.กาญจนบุรี ไม่น่าเป็นห่วงเพราะเจ้าของปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตามเคยเจอกุ้งตัวใหญ่หลุดลงไปในคลองชลประทานที่ออกมาจากฟาร์ม เหมือนกันแต่มีคนจับได้ ขณะนี้เริ่มมีการขยายตลาดขายลูกกุ้งไปใน จ.สมุทรปราการ ตัวละประมาณ 10 บาท
"ลูกกุ้งที่ออกมาจากตัวแม่จะแข็ง แรงและมีขนาดประมาณ 1 ซม. และมีอัตรารอดตายสูงมาก หากมีพ่อแม่พันธุ์หลุดออกมาเป็นคู่ๆ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ จะอันตรายอย่างมาก ทั้งนี้ศูนย์นำมาทดลองเลี้ยงมีตัวโตได้ถึงประมาณ 1.2 ขีด" นส.อ้อมเดือน กล่าว
ประชาชาติพยายามจะโพสรูป แต่ยังทำไม่ได้ เพราะรูปในเครื่องนามสกุลมันเป็น .JPEG แต่ในเวปบอกให้ใช้ .JPG ไว้จะหาทางใหม่ครับ
เรื่อง สัตว์เลี้ยงประหลาดๆจากต่างแดนนี้เป็นเรื่องที่ประชาชาติเป็นห่วงที่สุด เพราะสิ่งที่มันเป็นอยู่อาจจะส่งผลที่ร้ายกาจกับธรรมชาติของไทยได้ เหมือนดังเช่นปลาอโรไพม่าที่กินปลาเป็นอาหารอย่างหนักทุกวัน หรือปลาซักเกอร์ที่กินตะใคร่น้ำจนปลาพื้นเมืองไม่มีอะไรจะกิน ซ้ำร้ายอาจกินไข่ปลาพื้นเมืองของเรารวมไปด้วยครับ
ในสมัยเก่าก่อน ประเทศไทยไม่เคยมีผักตบชวา ไม่เคยมีปัญหากับไมยราบยักษ์ หรือไม่มีปัญหาเรื่องหอยเชอรี่ แต่ตอนนี้ปัญหาเหล่านี้มีผลกระทบกับประเทศค่อนข้างแรง ใช้วิธีกำจัดที่เสียค่าใช้จ่ายสูง
ไอ้กุ้งบ้าเนี่ย เคยสั่งเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยมานานแล้ว มีการห้ามกันก็หลายหน เป็นกุ้งที่มีความทนสูง ปลาก็ไม่กินมันเพราะมีการป้องกันตัวดี อนาคตมีการเผยแพร่พันธ์ได้ง่าย ซึ่งเป็นผลร้ายเหมือนกับผักตบและไมยราบยักษ์
ที่มองนะว่ามันกัดต้น ข้าวอย่างเดียว ประชาชาติว่าควรไปทำการบ้านใหม่ สิ่งที่น่ากลัวแฝงที่จะทำให้พังก็คือตลิ่ง (ไม่รู้เขียนแบบนี้หรือปล่าว) จะพังเพราะเจ้าตัวนี้มันจะขุดดินข้างๆ เจาะรูบนพื้นดิน เจาะอย่างไม่เลิก
กลัวจริงๆเรยครับว่าซักวันมีใครซื้อมากินแล้วมีคุณป้า คุณน้าขี้สงสารไม่กินแร้วนำไปปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติเข้า ความพังจะมาเยือน
คนเลี้ยงอาจบอกว่าในเมืองไทยก็มีเครฟิชพันธ์พื้นเมืองอยู่แล้วคือ "แม่หอบ" แต่ตัวเล็กกว่า แต่ก็เป็นลูกอีช่างขุดเหมือนกัน แต่มีจำนวนน้อย ผลกระทบไม่ค่อยมี
เพราะความสวยงาม และรสชาดดี ทำให้คนอาจลืมมองผลกระทบที่รุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ
ปล........ไม่น่ากำหนดเขตหรือจำนวนการเลี้ยงเลยครับ กำจัดไปเรยจะดีกว่า.......นะเจ้านายยยยย
Thalassina anomala (Jerbst, 1804) แม่หอบครับผม

ขอออกนอกเรื่องนิดๆนะครับ
ผลกระทบแบบนี้เคยเกิดแบบเฉียดๆมามั่งในกรณีคนเลี้ยงพืชพันธ์ใหม่ๆจนทำให้ของเก่าๆหายไป ไม่กลับมาอีกเรย
ฝรั่ง พันธ์ไทย (แพงมาก เมื่อก่อนโล 4 บาทเอง) น้อยหน่าเนื้อ ข้าวโพดเทียน กระจับ เอาต้นมาขายเป็นพืชน้ำที่จตุจักรหมด..ระกำ มีแต่สละแกะเปลือกใส่ถุง....เอื๊อก....แตงไทย....
หายหมดเรย
แต่ยังไงกุ้งก้ามกรามเราก็อร่อยที่สุด หวังว่าคนจะไม่ชอบกุ้งพันธ์ใหม่ และทำให้เลี้ยงไม่คุ้มทุนต้องเลิกไปในที่สุด......เพี้ยงๆๆ
ปล.เป็นข่าวเมื่อ5ปีที่แล้วอ่ะครับ
เพิ่งอ่านเจอ








