Aqua.c1ub.net
*
  Mon 02/Mar/2026
หน้า: 1   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อยากเลี้ยงปอมจัง  (อ่าน 4160 ครั้ง)
saozaaa
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 09/06/08, [19:49:23] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

อยากเลี้ยง ปอม จังเลย ใครมีข้อมูลแนะนำ รบกวนหน่อยค่ะ ขอบคุณนะคะ [ปิ๊งๆๆ]
นายวุฒิ ออฟไลน์
Hot Member
« ตอบ #1 เมื่อ: 09/06/08, [19:56:01] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

http://www.diamonddiscus.com/siamdiscusclub/
★ ~Team♀♂Za~☆ ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #2 เมื่อ: 09/06/08, [20:12:51] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

  Correct! [ไอ้แว่น]

ข้อมูลทั่วไปของปลาปอมปาดัว



                    ปลาปอมปาดัวเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ ได้ถูกนำมาเลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์จากประเทศต่างๆ จนในปัจจุบันมีปลาปอมปาดัวนับสิบๆสายพันธุ์ มีความสวยงามและสีสันแตกต่างกันออกไปและสวยกว่าพันธุ์ดั้งเดิมมาก สำหรับปลาปอมปาดัวพันธุ์ดั้งเดิมตามหลักสากลได้แบ่งออกเป็น

1. ปอมปาดัว Symphysodon aequifasciata เป็นปลาปอมปาดัวที่มีลักษณะเด่นคือ จะมีเส้นแถบสีดำจางๆพาดขวางบริเวณส่วนหัว ลำตัว และโคนหาง เป็นแนวตั้งรวมทั้งหมด 9 แถบด้วยกัน ซึ่งในปลาชนิดนี้แบ่งออกเป็น 3 พันธุ์ได้แก่

1.1. ปอมปาดัว Green discus หรือ Symphysodon aequifasciata aequifasciata (Pellegrin) เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนกลางของลุ่มน้ำอเมซอน สำหรับลักษณะของปลาพันธุ์นี้แล้วจะมีพื้นลำตัวสีน้ำตาลอมเชียว ลวดลายบนลำตัวมีสีเขียวเหลือบฟ้า แต่โดยปรกติของปลาพันธุ์นี้ที่พบในแหล่งน้ำธรรมชาติแล้วจะไม่ค่อยมีลวดลายบนลำตัวมากนัก และลายก็มักไม่ค่อยคมชัด จะมีลวดลายเฉพาะที่บนหัว ครีบหลัง และครีบทวารเป็นส่วนใหญ่

1.2. ปอมปาดัว Brown discus หรือ Symphysodon aequifasciata axdrodi (Schultz) หรือที่นักเลี้ยงปลาในเมืองไทยนิยมเรียกว่า ปลาปอมปาดัว 5 สี นั่นเอง เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนใต้ของลุ่มน้ำอเมซอน ซึ่งปลาพันธุ์นี้จัดได้ว่าเป็นปลาที่มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาปอมปาดัวทั้งหมด คือเมื่อโตเต็มที่บางตัวจะมีขนาดใหญ่ถึง 8 นิ้ว โดยลักษณะทั่วไปของปลาพันธุ์นี้แล้วจะมีลวดลายสีเขียวเฉพาะบริเวณช่วงหัว ครีบหลังและครีบทวาร และมีลายเพียงเล็กน้อย ขอบครีบหลังและครีบทวารสีแดงจัดกว่าชนิดอื่นๆ ส่วนบริเวณลำตัวจะเป็นสีน้ำตาลและไม่มีลวดลาย เนื่องจากเป็นปลาที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเทียบกับปลาปอมปาดัวชนิดอื่นๆ

1.3. ปอมปาดัว Blue discus หรือ Symphysodon aequifasciata haraldi (Schultz) เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่บริเวณตอนเหนือของลุ่มน้ำอเมซอน เป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับปลาปอมปาดัวชนิดแรก ปลาพันธุ์นี้จะมีลวดลายสีฟ้าอมเขียว ทั้งเป็นปลาที่มีลวดลายประตามลำตัวมากกว่าปลาปอมปาดัว 2 พันธุ์แรก

2. ปอมปาดัว Symphysodon discus ปลาชนิดนี้จะมีเส้นแถบสีดำพาดขวางบริเวณลำตัวอยู่ 9 แถบเช่นเดียวกัน แต่จะมีลักษณะที่พิเศษกว่าชนิดแรก คือจะมีแถบสีดำอยู่ 3 แถบเป็นแถบขนาดใหญ่และสีดำเข้มอยู่ที่บริเวณหัว กลางลำตัวและโคนหาง ซึ่งปลาชนิดนี้จะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์ได้แก่

2.1. ปอมปาดัว Hecket or Red discus หรือ Symphysodon discus discus (Hecket) ในเมืองไทยนิยมเรียกว่า "ปอมแดง" ปลาพันธุ์นี้เป็นปลาที่สำรวจพบหลังปลาปอมปาดัวประเภทแรกและเป็นปลาที่พบน้อย เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ลุ่มน้ำอเมซอน Rionegro และ Rio Trombetas อยู่ทางด้านเหนือของลุ่มน้ำอเมซอน ปลาพันธุ์นี้มีลวดลายตามตัวเหมีอนปลาปอมปาดัว 7 สี จัดเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ยากที่สุดและราคาแพงกว่าปลาปอมปาดัวชนิดอื่นๆ

2.2. ปอมปาดัว Pineapple discus หรือ Symphysodon discus willischwartzi (Burgess) เป็นปลาพันธุ์ที่เพิ่งค้นพบล่าสุดและพบน้อยมาก พบเป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในลุ่มแม่น้ำ Rio abacaxis ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของลุ่มน้ำอเมซอน ลักษณะเด่นขอองปลาชนิดนี้ก็คือ มีแถบสีดำ 3 แถบใหญ่พาดบริเวณหัว ลำตัว และโคนหางเช่นเดียวกับ Hecket แต่สีสันเข้มข้นกว่าโดยเฉพาะลวดลายบริเวณส่วนหัวจะเป็นสีน้ำเงินเข้ม ส่วนลวดลายบริเวณลำตัวจะเป็นสีน้ำเงินอมม่วง จัดว่าเป็นปลาที่มีราคาแพงเช่นเดียวกัน

นอกจากชนิดพันธุ์ปลาตามหลักสากลดังที่ได้กล่าวมานี้แล้ว ปัจจุบันผู้เพาะพันธุ์ต่างก็พยายามศึกษา และมีการนำสายพันธุ์ปลาปอมปาดัวชนิดต่างๆ มาทำการผสมข้ามพันธุ์กัน เพื่อให้ได้ลูกปลาที่มีลวดลายแปลกๆใหม่ๆ ชนิดแยกทางไม่ค่อยออกว่าบรรพบุรุษจากปลาปอมชนิดใดแน่ โดยลูกปลาพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่จะมีลวดลายสีสันสวยงามมาก และมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ดังเช่น ปอมปาดัว 7 สี ต้นบรรพบุรุษของปลาพันธุ์นี้คือ Green discus และ Blue discus โดยแต่เดิมที่เพาะกันจะเป็นปลาลายใหญ่ที่มีลวดลายคมชัดทั้งตัวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาในระยะหลังจึงหันมานิยมปลาลายกลางและลายเล็กแทน ทั้งนี้ก็มีสาเหตุเพราะว่าปลาลายกลางและลายเล็กเวลาที่นำไปเลี้ยงย้อมสี เปอร์เซ็นต์การเกิดลวดลายบนตัวปลาจะดีกว่า โดยเฉพาะปลาลายใหญ่ที่ลวดลายไม่คมชัดหรือลวดลายไม่เต็ม อีกทั้งมักจะประสบปัญหาลายแตกออกจนเลอะ ภาษนักเลี้ยงปลาเรียกว่า "เบรอ"นั่นเอง

นอกจากปลายลายกลางและลายเล็กที่เป็นที่นิยมแล้ว ก็ยังมีการคัดสายพันธุ์ปลาที่มีลวดลายสวยงามอื่นๆซึ่งมีชื่อเรียกกันในหมู่นักเพาะเลี้ยงปลาในบ้านเรา เช่น ปอมลายหยัก หรือ ลายหยิก โดยจะมีลวดลายจากหัวจรดโคนหางหักเหไปมา ปอมลายข้าวตอก หรือ ลายจุด โดยจะมีลักษณะลวดลายเป็นเม็ดๆ หรือเป็นจุดๆ สวยงามและแปลกตาไปอีกแบบหนึ่ง นอกจากนี้ก็ยังมีอีกสายพันธุ์หนึ่งซึ่งจัดเป็นปลาผ่าเหล่าออกมาและไม่ค่อยพบบ่อยนัก โดยจะมีลักษณะลวดลายบนลำตัวเป็นเส้นเล็กมากและจำนวนหลายเส้นมีมากกว่าปลาปอมทั่วไปแต่ลวดลายไม่ค่อยคมชัดเท่าใดนัก

สำหรับในประเทศไทยเราในปัจจุบัน ปลาปอมปาดัว 7 สี จัดว่าเป็นปลาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมากที่สุด และส่วนใหญ่ต่างก็เน้นเพาะเลี้ยงปลาปอม 7 สีเป็นหลัก ซึ่งปลาปอมปาดัวร์ 7 สีไทยเรานี้ จัดได้ว่ามีความสวยงามไม่แพ้ต่างประเทศเลย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของสีสันและเนื่องจากในบ้านเรานิยมเลี้ยงด้วยไข่กุ้งซึ่งมี มากมายและราคาไม่แพงจนเกินไป อีกประการหนึ่งก็คือ ลูกปลาชนิดนี้เมื่อเทียบกับลูกปลาปอมปาดัว 5 สี ในขนาดเท่าๆกัน จะมีราคามากกว่ากันเกือบเท่าตัวทีเดียว ทั้งอัตราความต้องการของตลาดก็ยังมีมากว่า ปอม 5 สีอีกด้วย 

ปอมปาดัวTurquoise ซึ่งบางคนก็เรียกทับศัพท์ว่า เทอร์ค้อยท์ แต่ส่วนใหญ่แล้วนิยมเรียกชื่อของปลาปอมสายพันธุ์นี้ว่า "ปอมบูล หรือ ปอมเยอรมัน" ซึ่งปลาปอมสายพันธุ์นี้เข้าใจว่าชาวเยอรมันเป็นผู้เพาะพันธุ์ขึ้นสำเร็จเป็นชาติแรก จัดเป็นปลาสายพันธุ์ใหม่ที่มีสีสันเข้มสดและเป็นเงาแวววาวกว่าเดิม และมีสีสันสวยงามเด่นสะดุดตาไม่แพ้ปลาทะเลเลยทีเดียว มีทั้งชนิดที่มีลายและไม่มีลาย แต่จุดเด่นทั่วๆไปที่สังเกตเห็นได้ชัดซึ่งแตกต่างจากปลาปอมปาดัว 7 สี ก็คือความเงาแวววาวของสีสัน ซึ่งจะดูจะเด่นสะดุดตากว่ากันมาก
ปัจจุบันปลาปอมปาดัวสายพันธุ์เยอรมันนี้ ก็ได้รับการผสมคัดพันธุ์ต่อมาเรื่อยๆ จนได้ปลาปอมที่มีลวดลายสีสันแตกต่างกันออกไปมากมาย ซึ่งปลาที่ได้รับการผสมคัดพันธุ์ขึ้นมาใหม่ก็ได้รับการตั้งชื่อแตกต่างกันออกไป และแน่นอนปลาปอมสายพันธุ์ใหม่ๆเหล่านี้ย่อมมีราคาสูงกว่าปลาปอมปาดัวทั่วไป ซึ่งในขณะนี้ปลาปอมสายพันธุ์เหล่านี้ ก็ได้มีเข้ามาเพาะเลี้ยงกันแพร่หลายในเมืองไทยเราแล้ว

อนึ่ง ปัจจุบันนักเพาะพันธุ์ปลาต่างพยายามสรรหาพันธุ์ปลาใหม่ๆ ที่มีลวดลายสวยงามเพื่อนำมาเพาะพันธุ์โดยหวังว่าจะได้ปลาปอมปาดัวสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีลวดลายแปลกๆ ใหม่ๆ ออกให้ได้มาตามที่ต้องการ ถึงแม้ว่าจะคาดคะเนได้ยาก และจะต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษก็ตามที แต่ก็เชื่อว่าคงไม่เกินความสามารถของพวกเขาไปได้ เราคงจะได้เห็นปลาปอมปาดัวสายพันธุ์ใหม่ๆที่มีลวดลายแปลกๆ และมีสีสันสวยงามประทับใจเป็นแน่

ในประเทศไทยปลาปอมปลาดัวร์ พันธุ์ที่พัฒนาสายพันธุ์โดยคนไทยมีหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่มีผู้นิยมเลี้ยงมากที่สุดคือ ปลาปอมฝุ่น (Pigeon Red Discus) ปลาปอมมุกทับทิม (Ruby Pearled Discus) ปอมฝุ่นลายงู(Pigeon Snake) ปอมทับทิมลายงู, ปอมเจ็ดสีลายงู

ปลาปอมฝุ่นเกิดจากการผ่าเหล่าของปลาปอม 7 สี โดยพ่อแม่เป็นปลาปอมเจ็ดสีพันธุ์แท้ ซึ่งให้ลูกปลามาแล้วหลายรุ่น และบังเอิญมีรุ่นหนึ่งมีลูกปลาที่มีสีแตกต่าง จากตัวอื่นตั้งแต่แรกเกิด และเมื่อปลาโตขึ้นสีและลายยิ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น เมื่อลูกปลาชุดนี้โตขึ้นได้วัยผสมพันธุ์ จึงได้ลองจับคู่ผสมกับพันธุ์ปอม 7 สี ลูกครอกแรกที่เกิดมาจะมีลักษณะเหมือนปลาปอมฝุ่น ประมาณ 80 % แล้วจึงคัดเลือกเก็บเฉพาะปลาที่มีลักษณะดีตามต้องการไว้เพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์

ปลาปอมมุกทับทิม" (RUBY PEARL DISCUS) ปอมมุกทับทิมเกิดจากการนำปอมฝุ่นรุ่นหลาน (F-2) มาผสมกับปอมสีฟ้า (TO-RQOISE DISCUS) สายพันธุ์ดีของเยอรมันเพื่อให้เกิดปลาในสีใหม่ ลูกปลาที่เกิดจาการผสมของ 2 สายพันธุ์นี้ส่วนใหญ่มีลักษณะเหมือนปอมฝุ่น เนื่องจากปอมฝุ่นเป็นลักษณะเด่น (DOMINANT) ได้ข่มสีฟ้าซึ่งเป็นลักษณะด้อย (RECESSIVE) แต่ก็มีลูกปลาเพียงบางตัวได้เกิดสีที่พิเศษขึ้นมาใหม่ โดยสีของลำตัวจะมีความขาวเหมือนไข่มุกเกิดขึ้น และบนพื้นสีขาวนี้ก็ยังคงมีลายเส้นสีแดงที่แดงสดใส และฝุ่นดำบนตัวก็จางลงมาก ซึ่งปอมตัวที่พัฒนาขึ้นมาให้ได้สายพันธุ์ใหม่นี้จะยังคงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ในการปรับปรุงสายพันธุ์ให้ได้พันธุ์แม้เหมือนกับปอมฝุ่นที่สุด และลักษณะที่สมบูรณ์แบบที่จะให้เป็นลักษณะหลักของปอมมุกทับทิมก็คือ

              1.  มีขนาดตัวที่ใหญ่
              2.  มีลำตัวสั้นและสูง (HI-BODY) และลำตัวมาตรฐาน
              3.  ขอบตาเป็นสีแดงถาวร
              4.  สีขาวมุกบนลำตัวสะอาดและเป็นสีหลักของปลา
              5.  ลายแดงบนตัวปลาแดงเข้มชัดเจนและไม่เปรอะ
              6.  ฝุ่นสีดำให้มีน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย
 
  กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ โดยทั่วไปก็คือ ปลาปอมมุกทับทิมก็คือปอมสีขาวลายแดงนั่นเอง เมื่อนำปลาปอมฝุ่นรวมกับปลาปอมสายพันธุ์อื่น ความโดดเด่นของปลาปอมฝุ่นจะสะดุดตาผู้พบเห็นทุกคน แต่เมื่อนำปลาปอมมุกทับทิมไว้รวมด้วยอีกตัวหนึ่ง ความสวยเด่นสะดุดตาของปลาปอมมุกทับทิมจะทำให้จุดเด่นเปลี่ยนไป เมื่อปลาปอมได้รับการยกย่องให้เป็น KING OF AQUARIUM FISH ปลาปอมมุกทับทิมจึงควรจะเป็น EMPEROR OF AQUARIUM FISH

   
-------------------------------------------------------------------------------------


การเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัว                 
 

      ปลาปอมปาดัวร์ (Pompadour) หรือที่เรียกกันว่า Discus เป็นปลาในตระกูล Cichlid เป็นปลาที่น่าสนใจของนักเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเนื่องจากมีราคาดี สามารถส่งขายต่างประเทศได้ ตลาดรับซื้อลูกปลามีไม่จำกัด นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะสมในการเพาะพันธุ์ และอาหารของปลาจากธรรมชาติ เช่น ลูกน้ำ หนอนแดง ไข่กุ้ง ก็หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพงนัก องค์ประกอบเหล่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของลูกปลา เป็นสิ่งกระตุ้นทำให้มีผู้สนใจทดลองเพาะเลี้ยงกันมาก แต่โดยมากมักไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากมีปัญหาและอุปสรรคหลายประการ ประการที่สำคัญคือ การดูแลเอาใจใส่ มักมีคำกล่าวในหมู่นักเพาะเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์เสมอว่า การเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับดวง ผู้เพาะเลี้ยงปลามือใหม่หรือมือสมัครเล่นมักประสบความสำเร็จระยะแรก ๆ แต่ถ้าขยายกิจการให้ใหญ่มากขึ้นมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควรหรืออาจประสบกับการขาดทุนถึงกับขายตู้ปลาไปเลยก็ได้ ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่าผู้ทดลองเลี้ยงในระยะแรกซึ่งมีพ่อแม่ปลาเพียง 2-3 คู่ มักจะดูแลเอาใจใส่ด้วยตนเองเป็นอย่างดีและทั่วถึงแต่เมื่อขยายกิจการทำให้การดูแลไม่ทั่วถึงหรือให้ผู้อื่นทำแทนซึ่งขาดความระมัดระวังโดยเฉพาะเรื่องความสะอาด เนื่องจากปลาปอมปาดัวร์จัดเป็นปลาที่ต้องการความสะอาดมาก นักเพาะเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์จึงไม่นิยมเลี้ยงปลาชนิดนี้โดยใช้เครื่องกรองน้ำในตู้เหมือนปลาชนิดอื่นๆ แต่จะใช้วิธีการถ่ายน้ำเก่าออกแล้วเติมน้ำใหม่โดยไม่เสียดายค่าน้ำ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้รวดเร็วและเพาะพันธุ์ได้ผลผลิตที่คุ้มค่ากับการลงทุน

 การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
       การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์จัดได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญประการแรกในการเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์ ในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ควรคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
 ไม่ควรซื้อพ่อแม่ปลาจากร้านปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป เนื่องจากปลาที่ซื้ออาจจะเป็นปลาแก่ที่ไม่สามารถเพาะพันธุ์ได้แล้วหรือมีประสิทธิภาพในการเพาะพันธุ์ต่ำ ซึ่งโดยมากจะเป็นปลาที่ฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์คัดออกแล้วขายให้แก่ร้านปลาสวยงามทั่ว ๆ ไป ควรซื้อปลาจากฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาปอมปาดัวร์ที่ไว้ใจได้มีการคัดเลือกสายพันธุ์แล้ว
 ปลาที่เป็นพ่อแม่พันธุ์ควรเป็นปลาที่ไม่ได้ผ่านการเร่งหรือย้อมสี เพราะฮอร์โมนที่ใช้ในการย้อมสีอาจจะมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ของปลาได้
 ไม่ควรซื้อปลาขนาดใหญ่ มาเลี้ยงเพราะไม่สามารถทราบอายุที่แน่นอนและสุขภาพปลาได้ ควรซื้อปลาขนาดที่เรียกว่าขนาดเหรียญบาทซึ่งมีอายุประมาณ 1-2 เดือน มาเลี้ยงเพื่อทราบถึงชีววิทยาปลา แต่ไม่ควรซื้อปลาจากครอกเดียวกัน หรือเลือดชิดเพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการเพาะพันธุ์ต่ำ เปอร์เซ็นต์การรอดต่ำ ได้ลูกปลาน้อย และลูกปลาที่ได้อาจจะพิการหรือไม่สมบูรณ์ ควรเลือกซื้อลูกปลาที่ได้จากพ่อแม่ที่มีสีสันสดใสและลวดลายชัดเจนไม่เลอะเลือน
 ลูกปลาที่ซื้อควรมีลักษณะกลม บริเวณตั้งแต่จะงอยปากถึงครีบหลังควรโค้งงอ ไม่ลาดชันเป็นเส้นตรง กระโดงครีบหลังสูงและไม่หักลู่ สีของลำตัวเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่ควรเป็นสีดำหรือสีทึบ ครีบก้นยาวและลึก ครีบทุกครีบสมบูรณ์ไม่แตกหรือแหว่ง พยายามสังเกตดูลักษณะของปลาให้มีสุขภาพสมบูรณ์ ว่ายน้ำว่องไว ไม่ตกใจหรือกลัวคน มีลักษณะเชื่อง มีการตื่นตัวในการกินอาหารอยู่เสมอ ไม่เซื่องซึม ไม่เป็นโรคโดยเฉพาะไม่เลือกซื้อลูกปลาจากครอกที่มีตัวใดตัวหนึ่งแยกหลบมุมอยู่ต่างหากหรือตัวดำเพราะจะทำให้ปลาที่เลือกมาแม้จะมีสุขภาพดีแต่ก็อาจจะเป็นโรคได้ภายใน 2-3 วัน และพยายามสังเกตตาของปลา ซึ่งถ้าเป็นปลาแกร็นแล้วตาจะโปนและวงขอบตาจะมีสีดำ สีลำตัวค่อนข้างทึบออกเป็นสีเทาดำ ปลาเหล่านี้เมื่อนำมาเลี้ยงแม้ว่าจะอยู่ในสภาพดีและอาหารสมบูรณ์เพียงใดก็จะไม่โต

 วิธีเพาะพันธุ์
       เมื่อพ่อแม่ปลาเจริญเติบโตพร้อมที่จะผสมพันธุ์และวางไข่ได้ให้นำโดมสำหรับปลาวางไข่มาใส่ไว้ในตู้เพื่อเป็นการฝึกไม่ให้ปลาวางไข่ที่อื่นซึ่งในการเพาะพันธุ์นี้ควรคำนึงถึง
 ตู้ปลา ควรวางตู้ปลาชิดและขนานกับผนังห้อง ไม่ควรวางตู้ขวางออกมาเพราะจะทำให้ปลาตกใจหรือตื่นคนง่าย ตู้ที่นิยมทำการเพาะเลี้ยง คือ ตู้ขนาด 30x20x20 นิ้ว โดยทาสีฟ้าหรือเขียวอ่อน 3 ด้าน
 แสงสว่าง ในขณะทำการเพาะไม่ควรให้แสงสว่างมากควรให้แสงสว่างแต่พอควร และในบริเวณที่เพาะไม่ควรมีคนพลุกพล่านนอกจากผู้ทำการเพาะเลี้ยง ควรระมัดระวังเกี่ยวกับคนเดินผ่านตู้เพราะทำให้ปลาตกใจได้
 ห้องเพาะพันธุ์ปลา ควรจะเป็นห้องที่แยกออกจากห้องเลี้ยงปลาเพราะแสงสว่างและช่วงเวลาการเปลี่ยนน้ำมักจะไม่ตรงกันจะทำให้รบกวนปลามาก ในฤดูร้อน ห้องเพาะควรมีการระบายอากาศบ้างเล็กน้อย ส่วนในฤดูหนาวควรปิดห้องเพื่อควบคุมให้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้อยที่สุดและโดยที่ห้องเพาะส่วนใหญ่จะปิดมิดชิดทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้อยจึงไม่นิยมใช้ฮีทเตอร์ในระหว่างการเพาะพันธุ์
 การวางโดม ควรวางคนละมุมกับหัวพ่นฟองอากาศเพื่อป้องกันปลาตกใจและวางโดมให้ชิดผนังตู้ด้านหนึ่งเพื่อป้องกันมิให้ปลาติดหลังโดมและไม่ควรเปิดฟองอากาศให้แรงนัก
ในระหว่างการเพาะพันธุ์ ตัวเมียจะเห็นส่วนท้องอูมชัดเจน ก่อนปลาวางไข่ 3-4 วัน ปลาจะมีอาการสั่นทั้งตัวผู้และตัวเมีย         ในวันที่ปลาวางไข่จะสามารถสังเกตได้โดยดูอาการทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ยอมออกห่างจากโดมและช่วยกันแทะเล็มโดมเพื่อทำความสะอาดตลอดเวลา จากนั้นตัวเมียจะวางไข่บนโดมครั้งละ 15-30 ฟอง แล้วตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อลงบนไข่แม่ปลาจะใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 2 ชั่วโมง วางไข่ 100-300 ฟอง ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 มิลลิเมตร สีเทาอมเหลือง ในบางครั้งไข่อาจจะมีสีเหลืองอมแดงเนื่องจากปลาปอมปาดัวร์ในประเทศไทยเลี้ยงด้วยไข่กุ้งทำให้มีผลต่อสีของไข่ หลังจากปลาผสมพันธุ์และวางไข่แล้วจึงใส่ยาปฏิชีวนะได้แก่ Tetracyclin อัตราส่วน 2 เม็ดต่อ 1 ตู้ ในระยะนี้ตัวผู้และตัวเมียจะว่ายวนเวียนโบกพัดน้ำไปยังไข่เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนและไม่ให้สิ่งสกปรกตกลงบนไข่ จากนั้นนำตะแกรงตาถี่ขนาดช่องตาครึ่งเซนติเมตรมาครอบลงบนโดมให้มีระยะห่างระหว่างโดมและตะแกรงประมาณ 2-3 เซนติเมตร เพื่อป้องกันปลาย้ายไข่หรือถ้าปลาตกใจอาจจะกินไข่ได้ พร้อมกับนำตะแกรงขนาดช่องตา 1 นิ้ว กั้นแยกตัวผู้ออกจากตัวเมียและไข่ เพื่อป้องกันปลาผสมกันและวางไข่อีก ซึ่งถ้าปลาวางไข่อีกจะกินไข่ที่วางไว้ก่อนแล้วออกหมดและป้องกันการกัดกันเพราะแย่งกันเลี้ยงลูก การแยกกันนี้จะต้องแยกให้ตัวเมียอยู่ใกล้กับไข่เพราะจะทำให้ทั้งตัวเมียและตัวผู้ช่วยกันเลี้ยงลูก แต่ถ้าแยกให้ตัวเมียอยู่ด้านนอกและตัวผู้อยู่ด้านในตัวเมียจะไม่คุ้นกับลูกจะกินลูกของตัวเอง แต่ทั้งนี้การแยกต้องให้ทั้งตัวผู้และตัวเมียสามารถมองเห็นไข่ที่วางติดโดมไว้ได้เพื่อจะได้ไม่กินลูกปลา

 วิธีอนุบาลลูกปลา
        หลังจากแม่ปลาวางไข่ 3 วัน ลูกปลาจะฟักเป็นตัวแต่จะยังอยู่ในบริเวณเปลือกไข่ จะเห็นส่วนหางเต้นไปมา ส่วนหัวจะเป็นจุดสีดำ ในระยะนี้ลูกปลาจะไม่กินอาหารเพราะมีถุงไข่ (yolk sac) อยู่ในบริเวณท้องหลังจากนั้นอีก 3 วัน คือวันที่ 6 หลังจากเมื่อปลาวางไข่ ลูกปลาจะเริ่มว่ายน้ำมาเกาะเพื่อกินเมือกบริเวณลำตัวพ่อแม่ปลา สีของลำตัวของพ่อแม่ปลาจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้นจนเกือบดำ พ่อแม่ปลาจะพยายามอมลูกปลาแล้วพ่นไปที่โดม ระยะนี้เป็นระยะที่สำคัญมาก ถ้าพ่อแม่ปลาตกใจจะกินลูกปลาเข้าไปเลย และควรระมัดระวังการให้อาหารพ่อแม่ปลา อย่าให้อาหารมากเพราะจะทำให้น้ำเสียเนื่องจากจะไม่มีการเปลี่ยนน้ำในระยะนี้
         ในวันที่ 7 มีการถ่ายน้ำพร้อมกับดูดตะกอนออก ควรระมัดระวังลูกปลาจะติดไปในระหว่างดูดตะกอน ให้เหลือน้ำอยู่ประมาณครึ่งตู้เท่านั้น
         ในวันที่ 8 ค่อย ๆ ดูดตะกอนและเริ่มเติมน้ำโดยใช้สายยางเล็ก ๆ หยดน้ำลงไปคล้ายกับการให้น้ำเกลือเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด โดยถ้าถ่ายน้ำตอนเช้าจะต้องเติมน้ำโดยใช้เวลา 8-10 ชั่วโมง จึงจะได้ระดับครึ่งตู้เท่ากับเมื่อวันที่ 7 (การเปลี่ยนน้ำควรเติมน้ำเท่ากับปริมาณน้ำที่มีอยู่เดิม) และเปลี่ยนน้ำเช่นนี้ต่อไปทุกวัน
         ในวันที่ 13 ลูกปลาเริ่มว่ายน้ำไปมาอย่างอิสระบ้างแต่ยังกินเมือกของพ่อแม่ปลาเป็นอาหารอยู่ สามารถให้อาหารเสริมได้ คือ อาร์ทีเมียที่เพาะใหม่ ๆ หรือลูกของไรแดง
        การแยกลูกไรแดงออกจากไรแดงตัวโต สามารถทำได้โดยใช้กระชอนตาถี่ที่ลูกไรสามารถลอดออกมาได้ไปช้อนไรแดงแล้วแกว่งในกะละมังที่มีน้ำอยู่ ลูกไรแดงจะหลุดออกมาอยู่ในกะละมัง แต่ไรแดงตัวโตไม่สามารถลอดออกมาได้ จากนั้นจึงใช้กระชอนตาถี่ที่เล็กกว่าขนาดลูกไรไปช้อนมาอีกทีก็จะได้แต่เฉพาะลูกไรแดงขึ้นมา การให้ลูกไรแดงควรระมัดระวังไรชนิดหนึ่งมีลักษณะคล้ายไรแดงแต่มีเปลือกแข็งคล้ายแมลงเพราะถ้าลูกปลากินเข้าไปจะทำให้ตายได้
         ในวันที่ 17 สามารถแยกแม่ปลาออกจากลูกปลาได้ในระยะนี้ และลูกปลาขนาดนี้ซึ่งเรียกว่าระยะแกะออกจากแม่หรือขนาดเม็ดแตงโมขายได้ในราคาตัวละ 7-8 บาท หรือจะเลี้ยงต่อไปจนอายุ 1 เดือน จนถึงขนาดเหรียญบาทซึ่งมีราคาตัวละ 20-30 บาท ทั้งนี้แล้วแต่ความต้องการของตลาด ในระยะนี้ควรหัดให้ลูกปลากินไข่กุ้งเพื่อเป็นการเร่งสีซึ่งจะทำให้ปลามีสีแดงขึ้นและขายได้ง่ายขึ้น
        พ่อแม่ปลาที่แยกออกจากลูกปลาในระยะที่ลูกปลามีอายุ 17 วันนั้นจะผสมพันธุ์และวางไข่ได้อีกโดยใช้เวลาพักตัวประมาณ 1 อาทิตย์ ในระยะพักตัวนี้ควรให้อาหารเสริมจำพวกวิตามิน E, K หรือวิตามินรวม เนื่องจากในระยะเลี้ยงลูกปลาเราต้องใส่ยาปฏิชีวนะตลอดเวลาเพื่อป้องกันโรคทำให้ปลาขาดวิตามิน E, K ซึ่งอาจทำให้ปลาตัวผู้นี้มีโอกาสเป็นหมันอย่างถาวร และตัวเมียเป็นหมันชั่วคราวได้ โดยใส่วิตามิน E, K หรือวิตามินรวมลงไปในอาหารและแช่ทิ้งไว้ก่อนให้ประมาณ 20 นาที
        ในบางครั้งเมื่อเพาะปลาจะประสบกับปัญหาไข่เสียไม่ฟักเป็นตัวซึ่งมีสาเหตุอาจเนื่องจากตัวผู้มีน้ำเชื้อไม่ดีเพราะเพาะพันธุ์ถี่เกินไป หรือเพราะน้ำมีคลอรีน ผู้เพาะเลี้ยงปลาบางรายจึงมีปลาตัวผู้หลายตัวไว้สับเปลี่ยนกัน แต่ถ้าสับเปลี่ยนตัวผู้แล้วไข่ยังเสียติดต่อกัน 4-5 ครั้ง หรือเมื่อตัวเมียวางไข่แล้วไข่หลุดออกจากโดมก็ควรพักพ่อแม่ปลาอย่างน้อย
 


    ขอขอบคุณที่มา..สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง 
  [ปิ๊งๆๆ] [เจ๋ง] [เย้ะ]
Petch ออฟไลน์
Hot Member
« ตอบ #3 เมื่อ: 09/06/08, [21:41:38] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เลี้ยงปอมไม่ยากครับ อยู่ที่จะเลี้ยงในตู้ไม้น้ำ หรือตู้เปล่า

พวกลายเด็ดๆ ที่มีพวกพีเจี้ยนยีนส์ หลีกเลี่ยงที่จะเอามาลงตู้ไม้น้ำครับ เพราะเดี๊ยวก็ฝุ่นขึ้น สงสารเค้าด้วยเพราะส่วนมากเค้าเลี้ยงฮีตเตอร์มา เจอน้ำเย็นก็ป่วยหมด asspain
Bintora Kenta ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #4 เมื่อ: 09/06/08, [22:08:52] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ปอมไวต่อโรคมากครับ เลี้ยงไม้น้ำได้ต้องสะอาดจริงๆนะครับ ไม่งั้นจอด
หน้า: 1   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: