Aqua.c1ub.net
*
  Wed 17/Jun/2026
หน้า: 1   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: เอาบทความดี ๆ มาฝากครับ เรื่องแสงกับก้นตู้ครับ  (อ่าน 4929 ครั้ง)
อู๋ @ ขอนแก่น ออฟไลน์
Club Brother
« เมื่อ: 04/10/13, [10:34:14] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

http://www.reefthailand.com/step1/if-step1-3.htm  เครดิตจากนี้ครับ ลองอ่านดูครับ ดีมาก ๆ ครับ

ชอบก็บวกให้นะคร๊าบ.....  [เจ๋ง]
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04/10/13, [10:36:29] โดย HS4IDF@KhonKaen »
อู๋ @ ขอนแก่น ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #1 เมื่อ: 04/10/13, [10:40:01] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

แสงสว่างกับตู้เลี้ยงปะการัง

  พูดถึงเรื่องแสงสว่าง  เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนมักจะลืมไปแล้ว  ว่าเราอยู่ในโลกที่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์อยู่    คนเราใช้แสงสว่างในการมองเห็นและสังเคราะห์วิตามินดี ที่ผิวหนัง  แล้ว แนวปะการังหละ  ใช้แสงสว่างทำอะไร
ในแนวปะการังส่วนใหญ่และเกือบทั้งหมด  ขึ้นในบริเวณที่น้ำทะเลไม่ลึกมาก  แสงสว่างสามารถส่องถึง    แนวปะการังจึงได้รับแสงเหล่านี้  และกลายเป็นผู้ผลิตอาหารป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารในทะเลอีกทางหนึ่ง   ครับ อย่างที่ทุกท่านได้ทราบมาแล้ว ปะการังส่วนใหญ่ จะมี  สาหร่ายเซลเดียวมีนามว่า  zooxanthellae  อยู่ในเนื้อเยื่อ  สาหร่ายชนิดนี้เป็นตัวการที่จะสังเคราะห์แสงทำให้ปะการังได้รับอาหารและเจริญเติบโต  ได้ดี   จนปะการังและสัตว์อื่น ๆบางชนิด  ต้องอาศัยแสงสว่างเป็นพลังงานผ่านสาหร่ายตัวจ้อยในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน  และหากเราเอาปะการังแบบนี้มาเลี้ยงในตู้  จึงจำเป็นต้องเอาอาหารของมัน ก็คือแสงสว่างนี่เอง
 
ผลของการให้แสงสว่างกับตู้ปลา
1.  มีการสังเคราะห์แสงของ zooxanthellae   ในเนื้อเยื่อปะการัง ทำให้ปะการังได้อาหาร
2.  มีการสังเคราะห์แสงของแพลงตอนพืช  และสาหร่ายในตุ้  ทำให้แพลงตอนพืชเติบโต ดูดซับแร่ธาตุต่าง ๆ ทั้งไนเตรต ฟอสเฟต  แล้วขยายพันธุ์  เป็นอาหารให้แพลงตอนสัตว์  และปะการังอีกหลายชนิด
3.  ทำให้สาหร่ายขนแมว  และ  ตะไคร่ ไดอะตอม  สังเคราะห์แสงได้อาหาร เติบโต  ทำให้ปกคลุมตู้และตู้ปลาไม่สวย
4. ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางเคมี   photochemical   ต่อสารต่าง ๆ ในตู้ปลา  โดยเฉพาะสารประกอบพวก  Dissolved Organic  Material ( DOM )   ที่ทำให้น้ำมีสีเหลือง เกิด photodegradation  ทำให้สลายตัวและน้ำมีสีเหลืองน้อยลง (Nina Corin 1999 )
5.  Ultraviolet   จากแสงสว่าง ช่วยฆ่าเชื้อโรคในตู้ปลาได้
6.  ส่องให้ตู้ปลาเกิดความสวยงาม
 
หลายท่านเวลามาถามว่า  ตู้ที่เลี้ยงปลาอย่างเดียว จำเป็นต้องให้แสงสว่างไหม  ด้วยเหตุผลข้อ 2,4 และ 5  ผมจะตอบว่า ควรให้ครับ และควรให้มาก ๆ ด้วย  แต่หากถามว่าต้องให้แสงสว่างมากเท่ากับการเลี้ยงพวกก้นตู้สังเคราะห์แสงไหม  ก็ไม่ขนาดนั้นครับ  แต่หากได้แสงดี ๆ มาก ๆ สุขภาพปลาของท่านย่อมดีกว่าแน่นอน
 
เข้าเรื่องท่านที่ต้องการเลี้ยงก้นตู้ดีกว่าครับ
 
การที่เราให้แสงสว่างในตู้เลี้ยงระบบนิเวศน์แนวปะการัง  จุดประสงค์หลัก ก็คือ  เพื่อทำให้สิ่งที่เราเลี้ยง  สามารถดำรงอยู่ ( และอาจเพาะพันธุ์ต่อไป ) ได้  หลายคนคงเดยเดินตามร้านขายปลาและเขาแนะนำว่า  ให้ซื้อหลอดฟลูออเรสเซนต์สีน้ำเงิน ( แอคตินิก )  สีแดงม่วง ( tri-tron )  มาใช้ 2-3 หลอด ก็เพียงพอ  ปรากฏว่า  เลี้ยงไป ๆ  ทำไมก้นตู้มันดูไม่ค่อยบานหว่า  แล้วก็ตายเอา ๆ
 
ดังนั้น ก่อนจะเข้าเรื่องว่าเราจะเลือกหลอดไฟอะไรให้ตู้ปลา  เราควรมีพื้นฐานว่า จะเลือกอะไรดี
 
หากท่านได้เดินดูตามร้านขายหลอดไฟ  สิ่งที่ท่านควรจะรู้เกี่ยวกับหลอดไฟ  และความสว่างของแสงมีดังนี้
 
สีของไฟ light  color  และความยาวคลื่นแสง wave length – แสง ( Visible Light ) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่ตามองเห็นได้  มีความยาวคลื่น ตั้งแต่  400 ( ม่วง ) -  700 (แดง ) นาโนเมตร  ขณะที่ถ้าความยาวคลื่นทีน้อยกว่า 400 nm  จัดอยู่ใน  ultraviolet = เหนือม่วง และ  มากกว่า 700 nm  จัดอยู่ใน  infrared = ใต้แดง
          
http://acept.la.asu.edu/PiN/rdg/color/color.shtml
 
ขณะที่เมื่อเอาสีของแสงส่วนต่าง ๆ มาประกอบกัน ก็จะเป็นสีของแสงสว่าง  ที่ใช้กัน  กลายเป็นหลอด   warm white ,  cool white , daylight  เป็นต้น
อุณหภูมิสี  Correlated Color Temperature  ( CCT )  อุณหภูมิสี  บ่งบอกค่า เป็น  K หรือ Kelvin  ทฤษฏีนี้ เป็นการวัดการกระจายแสงของวัตถุสีดำ  black body  ในจินตนาการทางฟิสิกส์  ที่ถูกทำให้ร้อน  เมื่อร้อนช่วงแรก ๆ จะปลดปล่อยแสงที่อยู่ช่วงความเข้มแสงสีแดงซะมาก  แล้วเปลี่ยนเป็นสีส้ม  เหลือง ....ไปจนถึงน้ำเงิน   (ท่านผู้อ่านลองนึกถึงขดลวดเตาไฟฟ้าดูครับ เวลาเย็นจะสีดำ  เมื่อเริ่มร้อนจะสีแดง )    หลอดที่มีอุณหภูมิสีต่ำ 4000 K  จึงดูออกแสงสีส้ม  และจะถูกเรียกว่า  warm  light   ขณะที่หลอดที่มีอุณหภูมิสีสูง ๆ  จะดูมีสีน้ำเงิน  ( Cool light )
Color Rendition Index (CRI)  คือ การที่แสงจากแหล่งกำเนิดนั้น กระทบวัตถุและสามารถทำให้เกิดความแตกต่างของสีของวัตถุได้ชัดเจนเพียงใด ( เหมือนกับที่เห็นเวลาอยู่ใต้แสงอาทิตย์แค่ไหน )  วัดออกมาเป็นค่าตั้งแต่ 0 - 100


k on the  Description for details:           Color Description               Color Temperature          
Colored CFLs                                    Red, Yellow, Pink, UV                   -
Soft / Warm White CFLs                         Soft White                           2700K
Cool White CFLs                                    Cool White                           4100K
Daylight CFLs                                          Daylight                             5000K - 6350K


ความเข้มของแสง Light  Intensity  สามารถวัดได้หลายค่า  เช่น แรงเทียน  lumen   lux
แรงเทียน  หรือ  candle power  มีหน่วยเป็น  cd  หรือ  candle    1  cd  หมายถึง เมื่อเราเอาแหล่งกำเนิดแสง  มาวางไว้ที่กลางวัตถุทรงกลม มีรัศมี 1 ฟุต  ในพื้นที่ 1 ตารางฟุตนั้น จะวัดความสว่างได้เท่ากับ  1 ฟุต-แคนเดิล ( 1 fc or หรือเท่ากับ 1 lumen/ ft2 )  อาจเรียกย่อว่า 1 lumen (lm)  นั่นคือ ในพื้นที่ทรงกลม 1 ตารางฟุต  จะมีเส้นแสงมาตก 1 เส้น หรือ 1 lumen
Lumen เป็นการวัด  flux  หรือ ว่ามีพลังงานแสงออกมาจากแหล่งกำเนิดนั้น ๆ เท่าไหร่ ในเวลาหนึ่ง ๆ  ( วัดเฉพาะแสงช่วงสายตามองเห็น  ไม่ใช่พลังงานทั้งหมด )
Lux  เป็นการวัด illumination  หรือ ความส่องสว่าง ( มะใช่ flux นะนาย  flux คือ พลังงานแสงที่ออกจากจุดกำเนิด  แต่  illumination  เป็นพลังงานแสงที่ตกกระทบตัวพื้นผิว)
                        หากต้องการแปลงหน่วยก็สามารถแปลงได้ง่าย ๆ คือ

 1  fc ( foot-candle)   =   1  lumen /  ft2
 1  fc                          =    1/10.76 lumen / m2   หรือ  lux
1  fc                           =    0.09  lux
1  lux                         =     10.76  fc        =    10.76 lm/ft2

Power Consumption    วัดออกมาเป็น  Wattage  หรือ  watt  พูดง่าย ๆ ก็เป็น   ค่าใช้จ่ายที่คุณจะต้องเสียจากการใช้หลอด  อิอิอิ  มักจะสัมพันธ์กับความสว่างของหลอดไฟ  ยิ่งวัตต์มาก  แสงที่ได้จะเข้มกว่าวัตต์น้อย แต่ก็ไม่เสมอไป  เมื่อเทียบกันกับหลอดต่างชนิดกัน ในวัตต์เท่า ๆ กันการให้ความสว่างก็ต่างกันกับหลอดแต่ละชนิด
 เมื่อทราบเกี่ยวกับ คุณสมบัติของความสว่างหลอดไฟ คร่าว ๆ แล้ว เราก็มาดูว่าสิ่งที่เราเลี้ยงอยู่นั่นต้องการแสงแบบไหน  จะได้ให้ตรงกับสิ่งที่เราเลี้ยงต้องการจริง ๆ
ในธรรมชาติ  สาหร่าย และ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ จะใช้รงควัตถุ ในการดูดซับ  photon  ของแสงมาเป็นพลังงานในการสังเคราะห์แสง  รงควัตถุแต่ละชนิด  ก็มีความสามารถในการดูดซับแสงแต่ละความยาวคลื่น ( สีสเปกตรัม ) ไม่เท่ากัน  แล้วจึงส่งผ่านพลังงานของแสงไปยังระบบการสังเคราะห์แสงอีกที
หมายเหตุ: แสงที่มีความเข้มข้นสูงมากเกินไป  อาจทำให้เกิดการยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แสงได้ 5
 
 ตัวอย่างรงควัตถุที่ใช้สำหรับดูดกลืนแสง ในสิ่งมีชีวิต
 
http://faculty.clintoncc.suny.edu/faculty/Michael.Gregory/files/Bio%20101/Bio%20101%20Lectures/Photosynthesis/photosyn.htm
 
Chlorophyll a   จะดูดซับแสงได้ดีที่  420  และ  660  นาโนเมตร
Chlorophyll b   จะดูดซับแสงได้ดีที่  435  และ  643  นาโนเมตร
Chlorophyll c  จะดูดซับแสงได้ดีที่  445  และ  465  นาโนเมตร
Chlorophyll d   จะดูดซับแสงได้ดีที่  450  และ  690  นาโนเมตร
Beta  carotene     จะดูดซับแสงได้ดีที่  425 , 450  และ  480  นาโนเมตร
Alpha carotene    จะดูดซับแสงได้ดีที่  420 , 440  และ  470  นาโนเมตร
Luteol                  จะดูดซับแสงได้ดีที่  425 , 445  และ  475  นาโนเมตร
Phycoerythrins    จะดูดซับแสงได้ดีที่  490 , 546  และ  576  นาโนเมตร
Phycocyanins     จะดูดซับแสงได้ดีที่  618  นาโนเมตร
Allophycocyanin จะดูดซับแสงได้ดีที่  650 นาโนเมตร
หากเรารู้ว่าสีของแสงช่วงความยาวคลื่นใดถูกใช้มาก  เราก็สามารถออกแบบของหลอดไฟที่เราจะเลือกใช้สำหรับการสังเคราะห์แสงให้เหมาะสมกับชนิดพันธุ์ของสาหร่าย  zooxanthellae  ในปะการัง

 http://acept.la.asu.edu/PiN/rdg/color/source.shtml
 
      เมื่อเรารู้แล้วว่าแสงช่วงความยาวคลื่นใด  เป็นแสงที่ทำให้เกิดการสังเคราะห์แสงขึ้น   จึงกำหนดออกมาว่า  ปริมาณแสงช่วงที่ความยาวคลื่น 400-700  nanometer ( บางตำราบอกที่ 300-720 nm )10   เราเรียกว่า   PAR  (Photosynthetically Active Radiation ) โดยจะวัดพลังงานแสงทั้งหมดของทุกแหล่งกำเนิดแสงที่ตกกระทบบนพื้นที่ผิว  แต่ขณะที่ lumen จะวัดเป็นแสงที่ออกจากแหล่งกำเนิดเดียว   พอเอาเข้าจริง ๆ  สาหร่ายต่างชนิดกัน  ไม่สามารถดูดกลืนแสงช่วง  PAR  ได้ทั้งหมดจริง ๆ จึงมีการกำหนด แสงในช่วงที่สาหร่ายแต่ละชนิดสามารถนำไปใช้ได้จริง ๆ  คือ  PUR ( Photosynthetically  Usable Radiation   )  แต่หลังจากที่สาหร่ายได้ดูดซับเอาพลังงานแสงมา จาก  PUR สาหร่ายไม่สามารถดูดซับแล้วเก็บไว้ได้ทั้งหมด เราเรียกพลังงานแสงส่วนที่สาหร่ายสามารถดูดซํบเก็บไว้มาใช้ได้ว่า  PSR  ( Photosynthetically  Stored  Radiation )
 
     หากเรามองเรื่องของแสงกับการสังเคราะห์แสงออกมาเป็นพลังงานที่สิ่งมีชีวิตใช้ดำรงชีวิตจริง ๆเราจึงมองในส่วนของแสง  PUR เป็นหลัก  แต่ถ้าหากมองลึกลงไป  ตามผลที่เกิดของแสงจริง ๆ จะพบว่า แสงช่วงความยาวคลื่นอื่น ก็มีความจำเป็นเช่นกัน  แน่นอน  แสง PUR  ควรจะมีสัดส่วนมากที่สุดเสมอ  แต่การศึกษาในปัจจุบัน  มักจะศึกษาจาก  PAR เป็นหลัก อาจด้วยเหตุผลว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางกว่านั่นเอง  แต่ในทางการค้า  ค่า PAR  จะไม่ถูกนำออกมาแสดง  เนื่องจากมีปัจจัยรบกวนหลายประการในการวัด  รวมถึงขึ้นกับการติดตั้งหลอดไฟด้วย  จึงไม่เห็นค่า  PAR ตาม  spec ที่เขาบอกกัน
 
   PAR จะถูกวัดออกมาเป็น  ปริมาณของ photon ใน 1 วินาที  photon  per  second  เป็นหน่วย  ไมโครโมล  micro-moles  unit หรือ micro-Einstein  ( 1 micro-Einstein เท่ากับ 6.02 x 1017 photon ) แสงอาทิตย์จะให้ค่า PAR ที่ 2000  µE/sec/m2  ,  VHO  4 หลอด จะให้ค่าที่ประมาณ 1000  µE/s  และหลอด Power Compact 96 watt 4 หลอด  จะให้ประมาณพอ ๆ กัน  หากเราให้แสงสว่างของ  VHO 4 หลอด กับ  PCs อีก 4 หลอด ก็น่าจะได้ค่า PAR ที่ใกล้เคียงกันกับแสงธรรมชาติ  แต่กรุณาระลึกไว้ด้วยนะครับ ว่า  ค่า PAR ที่วัดได้จะลดลงเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว  เมื่อพื้นผิวบริเวณที่วัดห่างจากตัวหลอดมากขึ้น  PAR ขึ้นต่ำสุดที่สามารถวางปะการังได้น่าจะอยู่ราว ๆ 300-400  µE/s (Albert Thiel ,1999 )
 
ลองดูภาพเปรียบเทียบเมื่อระยะห่างกับหลอดมากขึ้น ค่า  PAR  ของแสงจะลดลงมากแค่ไหน
 รูปแสดงเปรียบเทียบค่าปริมาณแสงที่ลดลงเมื่อห่างจากแหล่งกำเนิดแสงมากขึ้น
หลังจากรู้พื้นฐานคร่าว ๆ ของหลอดไฟแล้ว  เราก็มาดูกันว่า เราจะเลือกใช้การให้แสงสว่างอย่างไรแก่ตู้ปลาทางเลือกของการใช้แสงสว่างกับตู้ปลา
1.      แสงอาทิตย์
2.      หลอดฟลูออเรสเซนต์
3.      หลอดเมทัลฮาไลด์
4.      หลอดโซเดียม หรือหลอดแสงจันทร์
5.       หลอดสปอตไลท์ หรือหลอด  Mercury – Vapor
6.      หลอดไส้ หรือ หลอดทังสเตน  Tungsten tube
7.      หลอดอื่น ๆ เช่น หลอดซัลเฟอร์  หลอดเรเดียม ฯลฯ
     การจะเลือกแหล่งกำเนิดแสง  ประเภทใด  อย่างที่ผมเกริ่นให้ตั้งแต่ต้น นั่นคือ เราควรจะหาหลอดที่มีค่า  PAR  มากกว่าหลอดที่ให้แสงมาก  แต่ได้คลื่นแสงไม่ตรงกับที่ต้องการ  ผมจะตัดตัวเลือก 5-6-7 ออกเนื่องจากเป็นหลอดที่ไม่นิยมใช้ในตู้ปะการัง นอกจากจะให้สีไม่สวยแล้ว ยังได้แสงในช่วงความยาวคลื่นที่ไม่มีความจำเป็น  จึงเหลือแต่ตัวเลือกข้อ 1-2-3-4 เท่านั้น ผมจะพูดถึงข้อดีและข้อเสียของแหล่งกำเนิดแสงทั้ง 4 ก่อน โดยที่ยังไม่ได้กล่าวถึงแสงค่า  PAR นะครับ

แหล่งกำเนิดแสง                               ข้อดี                                                                 ข้อเสีย

แสงอาทิตย์                ประหยัด ได้แสงปริมาณมากไม่ต้องซื้อหาที่ไหน  อุณหภูมิร้อนขึ้นไม่สามารถกำหนดเวลาได้ มีแสง  UV

หลอดฟลูออเรสเซนต์  ราคาไม่แพง หาง่ายอุณหภูมิไม่สูงนัก กินไฟไม่มาก    ได้แสงน้อย ค่าสีสเปกตรัมเสื่อม ต้องเปลี่ยนบ่อย
                             มีหลายสีให้เลือก  หาซื้อง่าย แต่หากหาหลอดจำเพาะ
                              ก็ลำบากหน่อย
 
หลอดเมทัลฮาไลด์        ให้ความสว่างมาก  เลือกอุณหภูมิสีได้กินไฟมาก       ราคาเริ่มต้นสูง มีปัญหาอุณหภูมิ มีแสง  UV


      คุณผู้อ่านรู้ไหมครับว่าอุณหภูมิสี  ของแสงอาทิตย์จริง ที่ส่องลงมาในช่วงของแต่ละวันแตกต่างกัน  และความลึกของน้ำยังมีผลต่ออุณหภูมิสีด้วย
 
รูปเทียบความเข้มแสงและอุณหภูมิสีในช่วงเวลาและความลึก ต่าง ๆ กัน
สิ่งมีชีวิตในแนวปะการังจะอาศัยอยู่ในระดับความลึกต่าง ๆ กัน  เป็นสาเหตุให้ได้รับความเข้มแสง ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน   การที่เราจะเลือกแหล่งกำเนิดแสงใด ๆ  ควรพิจารณาอีกด้วยว่า เรานำสิ่งมีชีวิตที่จะเลี้ยงมาจากระดับความลึกที่เท่าไหร่  โดนแสงอาทิตย์มากน้อยแค่ไหน  อีกต่างหาก
หากมองตามธรรมชาติ  เวลาแสงอาทิตย์ส่องลงบนผิวน้ำ  แสงอาทิตย์จะถูกดูดซึมโดยน้ำทะเลเอง  ทำให้เรามองใต้ทะเลเป็นสีฟ้า  ด้วยค่าการดูดกลืนแสงต่าง ๆ กัน  เราก็ยิ่งสามารถกำหนดแสงสว่างที่เราจะให้ ได้ตรงยิ่งขึ้น   ค่า K  ของหลอด เป็นหนทางที่ง่ายที่สุดที่เราจะดูเพื่อมองหาหลอดไฟ ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงตู้ปลา
ปะการังที่มาจากน้ำตื้นมาก ๆ จึงสามารถรับกับแสงที่มีอุณหภูมิสีต่ำกว่า ปะการังที่มาจากน้ำลึกกว่าได้

     จากที่เห็นหลอดตามบ้านส่วนใหญ่จะมีค่าอุณหภูมิสี ไม่สูงนัก  นักเลี้ยงปะการังเกือบทั้งหมด จะใช้หลอดที่มีอุณหภูมิสีไม่ต่ำกว่า 5500 K  หากแต่ต้องการหลอดที่มีค่าอุณหภูมิสีสูง ๆ จึงต้องหาซื้อตามร้านขายปลา หรือ ตามร้านที่ขายหลอดไฟโดยเฉพาะ
ปัจจุบัน  จากประสบการณ์การเลี้ยงตู้ระบบนิเวศน์ปะการัง  พบว่าแสงที่  6500  K จะทำให้ปะการังส่วนใหญ่ เจริญเติบโตได้ดี   โพลิปบานออกมารับแสงเป็นอย่างดี  แต่สีของน้ำจะออกเป็นสีเหลือง เนื่องจากมีสารอินทรีย์สะสมในตู้มาก    เมื่อเราเพิ่ม  K ของหลอดขึ้น  สีของน้ำที่ใช้เลี้ยง และตู้จะดูสวยขึ้นมาก  แต่อัตราการบานรับแสง  อัตราเติบโต  จะลดลง ( ยกเว้นสิ่งมีชีวิตบางอย่าง อาจเติบโตได้ดีขึ้น เช่นพวกสาหร่ายสีแดงทีไม่ต้องการแสงนัก )   จึงมีนักเลี้ยงแบ่งเป็น 2 ประเภท  ประเภทแรกคือ ใช้อุณหภูมิสี 6500  K  เป็นหลักเพื่อความเติบโต  และยิงแสงสีน้ำเงิน  หรือ  actinic (=blue  อันนี้ไม่เห็นวัดเป็น CCT  นะครับ ) เพื่อตัดสีเหลืองอีกที ให้ความสวยงาม   กับอีกประเภท คือ  พวกที่ใช้หลอดชนิดเดียว  เพื่อความสวยงามและเติบโตดี  ก็ควรจะใช้  CCT ที่ราว ๆ  10,000 – 14,000 K  โดยมาก   12,000 K  จะให้ค่าที่น่าพึงพอใจในตู้เลี้ยงส่วนใหญ่
 
     หลังจากเราเลือกหลอดกับอุณหภูมิสีได้แล้ว  เราก็มาดูว่าเราจะต้องใช้พลังงานแสงเท่าไหร่  ในทางปฎิบัติกัน   และแน่นอน หากท่านมีเครื่องวัดความเข้มแสง  ( Light meter )  ท่านก็สามารถนำมาวัดได้ง่าย ๆ เลย
  ท่านผู้อ่านเดินตามร้านที่ขายหลอดไฟ  อาจตกตะลึงอย่างผมว่า  ข้างหลอด ไม่เห็นเขียนค่า  PAR  ไว้ซักกะยี่ห้อ  แล้วที่ข้าพเจ้ารู้มาล่ะ  จะประยุกต์ใช้อย่างไร    อย่าพึ่งตกใจนะครับ  โดยส่วนใหญ่ ข้างหลอดมักจะบอกค่าอุณหภูมิสี ( อย่างน้อยก็  warm white , daylight , 10000K , 20000K หละ แต่ถ้าไม่บอกก็ขอให้เขาเปิดไฟให้ดู  สังเกตสีไฟเอาตรงนั้นเลย  )  และความสว่าง  ( lux or  lumen )   กับ  Power  Energy ( watt )  แค่นี้ก็เบาใจไปเยอะแล้วครับ  เราก็มาเลือกอุณหภูมิสีของหลอดก่อน  แล้วค่อยมาคำนวณจำนวณหลอดไฟ ที่จะใช้กัน  และคำนวณกระเป๋าสตางค์ท่านด้วย  ฮิฮิฮิ
ปัจจุบัน  เรามักคำนวณกันง่าย ๆ เป็น  อัตราส่วนต่อปริมาตรน้ำทั้งหมด ในส่วนที่ใช้เลี้ยง ( ตอนแรกผมก็พยายามคิดเป็นต่อพื้นที่ผิวน้ำครับ  แต่พอมาดูเรื่องความลึก ก็เลยออกมาเป็นปริมาตรพอดี )  การจะใช้ปริมาณแสงมากหรือน้อย  ก็ขึ้นกับสิ่งมีชีวิตที่จะเลี้ยง   เช่น  ถ้าต้องการเลี้ยงปะการังที่ต้องการแสงจัด ๆ   เช่น  SPS ( ตัวอย่าง เช่น ปะการังเขากวาง   )  หอยมือเสือ  เราอาจใช้ถึง 50 – 100 lm/US gallon (  ประมาณ 3.8 ลิตร )  หรือบางท่านอาจคำนวณเป็นวัตต์  ง่ายดี คือ   8-10 วัตต์ ต่อ 1 แกลลอน ( ตีง่าย ๆ ก็ประมาณ  2.5 วัตต์ ต่อ น้ำ 1 ลิตร )    ส่วนตู้ที่ใช้แสงน้อยก็คำนวณประมาณ  4-6 watt/ US gallon    หรือคร่าว ๆ  1-1.5 วัตต์ ต่อน้ำ 1 ลิตร ( บางที่ก็ใช้ 3-5  watt / gallonนะ) ไม่ว่าตู้จะมีรูปทรงหรือพื้นที่อย่างไร ( แปลว่ายิ่งลึก ก็ต้องยิ่งใช้หลอดพิเศษที่ให้แสงเข้มข้นกว่า )
 
หากท่านใช้หลอด  Metal Halide ก็อาจดูตามความสูงของตู้ได้  ค่าที่เขียนไว้สำหรับตู้ที่ต้องการแสงปานกลาง  คือ
MH 175  watt   ( ของบ้านเรามันมีแต่  150  wt  แฮะ ) เข้ากับตู้ลึกไม่เกิน 18 นิ้ว
MH 250 watt    ……..    ลึก 18  ถึง   24  นิ้ว
MH 400  watt  ……….  ลึก  มากกว่า 24 นิ้ว
ถ้าตู้ที่ปะการังต้องการใช้ไฟแรง ๆ  ท่านก็สามารถนำ MH 400 Watt  มาเปิดได้แม้ในตู้ที่ลึก 18 นิ้ว
 


ตัวอย่างเช่น คุณมี ตู้  36-16-18 นิ้ว  คุณจะมีปริมาตรน้ำ ประมาณ 160 ลิตร   หรือประมาณ 42 US gallon  คุณควรจะใช้ไฟ 4 x 42 = 168 watt  หรือเลี้ยงเขากวาง ก็ใช้ไฟ  8 x 42 = 334 watt
นั่นคือ  ถ้าหากจะเลี้ยงพวกใช้แสงปานกลาง ( เช่น สมอง  Favia sp. , Favite sp. ) คุณสามารถเลือกใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดปกติ ( Normal Output ) 40 watt เป็นจำนวน 4 หลอด  แต่เอาเข้าจริงหลอด 40 watt ยาวเกินตู้ครับ   ผมเองเลยเปลี่ยนใช้ 30 watt 4 หลอด แล้วเอามาติด  reflector  (จะพูดถึงต่อไป ) แล้ววางมันไว้แถวกึ่งกลางผิวน้ำใกล้ ๆ หลอดเอา  ถึงจะเลี้ยงพวกเค้าให้  สดชื่นและเติบโตได้ดี     หรือถ้าเลี้ยงเขากวาง ก็ใช้หลอดเมทัล  400 W อันเดียว หรือ 150 W  2 อันก็ได้
พอใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ เรื่องอุณหภูมิ ไม่เท่าไหร่ครับ  แต่ผมก็พบกับอีก 3 ปัญหาใหญ่
1.      พื้นที่ ๆ เราจะยุ่งกะตู้น้อยลง  เนื่องจากมีหลอดไฟวางเกะกะเต็มไปหมด (เพื่อที่จะวางหลอดให้ได้มาก ๆจึงไม่ใช้โคม  PVC )  ทำให้เราขี้เกียจดูแลตู้ไปโดยปริยาย

2.       ขี้เกลือน้ำเค็มจับที่หลอดบ่อย  ทำให้ความเข้มแสงลดลง  แล้วยังไฟดูด บ่อยอีกด้วย ต้องคอยหยิบออกมาขัด

3.      ค่าของความเข้มแสง  และสี  หลอดฟลู เสื่อมเร็วมาก  ผมใช้ ๆ ไป ราว ๆ 3 เดือนก็ต้องเปลี่ยนแระ   แถมบางทียังทู่ซี้ใช้ต่อก่อน จนได้เกือบปี ก็ไปอยู่ดี 

 
ด้วย 3 ข้อนี้ ผมก็ลองเปลี่ยนมาใช้  Metal Halide 150 Watt  หลอดเดียวดู วางห่างจากน้ำ 30 ซม.ปรากฏว่าเห็นผลเลยครับ    ทุกอย่างบานขึ้นทันตาเห็นในไม่กี่ชั่วโมง  แถมเราก็มีที่ว่างสำหรับดูแลตู้เพิ่มขึ้น  ดู้ดูสว่างขึ้นและสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิม
แต่ทุกอย่างก็มีข้อด้อยครับ   อุณหภูมิตู้ผมเพิ่มขึ้นมาอีก 2 องศา เลยต้องเอาพัดลมเพิ่มขึ้นมาอีกตัว  แถมค่าไฟก็พุ่งขึ้นอีกเป็นร้อยเหมือนกัน ( เอ จริง ๆ ค่าวัตต์มันก็พอ ๆ กะหลอดฟลูนี่นา ไม่เข้าใจเหมือนกันครับว่าทำไมค่าไฟมันเพิ่มเยอะเกิน  ใครรู้ช่วยบอกที )
 
ผมไม่แปลกใจหรอกครับ ที่นักเลี้ยงตู้ทะเลหน้าใหม่หลายราย  ซื้อแล้วก็ตามคนขาย คือ หลอดไฟ 2 หลอด อันนึงเป็นหลอด daylight  อีกหลอดเป็น แอคตินิค  เอามาเลี้ยง ๆ แล้วตัวที่ซื้อมาก็เล็กลง ๆ ๆ    ส่วนนึงเป็นเพราะ  อาหาร ( แสงสว่าง ) ไม่พอครับ
ในที่นี้ ผมจึงอยากบอกทุกท่านว่า หลอดฟลูสามารถใช้เลี้ยงปะการังได้   หากให้ได้มากพอ
ในต่างประเทศ หลอดฟลูชนิดปกติหรือ  NO   ( Normal  Output)  มักให้แสงที่น้อย และทำให้เกิดความเกะกะ ขอจำนวนหลอด    เค้าจึงเปลี่ยนมาใช้หลอดที่ให้แสงมากกว่า หรือ  High Output  ( HO) ไม่ค่อยเหลือแล้วหละครับ  และ หลอดที่ให้แสงจัดเป็นพิเศษ ( Very High Output = VHO ) กัน  ทำให้ได้ค่าของแสงสูงกว่าในปริมาณที่น้อยกว่า   หลอดทั้ง 2 ชนิดนี้หาซื้อยากครับ  แต่ในเมืองไทย  มีหลอดที่ใกล้เคียงกับ  VHO ก็คือพวกหลอดตะเกียบประหยัดไฟไงครับ   เหมามาหลาย ๆ หลอดใส่ให้เยอะ ๆ  ก็สว่างดีครับ
ตารางเปรียบเทียบความสว่างของตัวอย่างหลอดไฟแบบต่าง ๆ ที่ใช้กัน  (หลอดไฟต่างยี่ห้อ ก็ให้แสงไม่เท่ากันนะครับ   ค่า PAR ที่เห็นอาจต่ำกว่าที่ต้องการ เนื่องจากเกิดจากการคำนวนตามข้อมูลของ flux  กับแต่ละ   spectrum  ไม่ได้เป็นค่าที่วัดจริง ๆ  ดูเป็นแนวทางพอนะ   )

ชนิดของหลอด      Watt Consumption        ratedlumen        Lumen/watt        PAR  µE/s        PAR /watt
Normal Output             40                             2250               56.25                  40.5               1.01

High  output                 54                             5000               92.59                  72.2               1.31

Very High Output         115                            7500               65.22                   105               0.916

Power  compact           96                             8100               84.37                   117               1.22

PL                              55                              3800               69.09                   62.8              1.14

MH                           150                            12000               80                        199               1.33

MH                           250                            23000               92                        310               1.25

    แผ่นสะท้อนแสง หรือ  Reflector

ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะติดหลอดไฟอะไรก็ตาม อันหนึ่งที่ผมอยากให้ได้ติดคือ  ตัวสะท้อนแสง หรือ  reflector   เนื่องจากตัวนี้  เป็นตัวที่จะสะท้อนแสงในส่วนที่ตรงข้าม และข้าง ๆ ที่ไม่ส่องลงตู้  ทำให้ความสว่างเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอีกต่างหาก  ลักษณะของ reflector  มักจะทำเป็นอลูมิเนียม สะท้อนแสงเป็นมันแวววาว และสามารถทนความเค็มได้ บางท่านเรียกว่า  Galvanized Aluminium , บางทีก็เรียกว่า  Anodized Aluminium  ก็มี  ( จริง ๆ ต่างกันงัยก็มะรู้อ่า.... ไปหาอ่านต่อเองละกัน ถึงช่วงขี้เกียจหาข้อมูลต่อพอดี )   
 reflector ที่ดี  จะมีค่า reflectivity  factor   สูง  ( อันนี้เท่าไหร่ก็ไม่รู้  ที่ดูมา ก็ประมาณ 95 % ได้ครับ ) และให้แสงเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 40 %  และถ้าเป็น  reflector ที่ใช้กับหลอดร้อนมาก ๆ  หากมี  air cooling  หรือ รูระบายอากาศด้วย จะดีมาก
 
ระยะเวลาการเปิดปิดแสงสว่างในตู้ปะการัง
 
 แน่นอน การเลี้ยงปะการัง ไม่เพียงแต่เราจำลองธรรมชาติของน้ำ และสิ่งมีชีวิตมาอยู่ในตู้เท่านั้น  เรายังควรจำลองธรรมชาติของแสงอีกด้วย    จากรูปเทียบความเข้มแสงและอุณหภูมิสีในช่วงเวลาและความลึก ต่าง ๆ กัน ข้างต้น  จะพบว่า แนวปะการังไม่ได้รับแสงความเข้มข้นสูงตลอดทั้งวัน ( นอกจากนี้ยังมีเงาของเมฆ  คลื่นน้ำ และฝูงปลาที่ว่ายผ่านอีก  )  นักเลี้ยงส่วนใหญ่จึงมักใช้หลอดไฟมากกว่า 1 หลอด  แล้วเปิดปิดต่างเวาลากัน  อาจเปิดแสงความเข้มข้นสูง ( เช่น เมทัลฮาไลด์ 400 วัตต์ ) เป็นเวลา 4-6  ชั่วโมง  แล้วมาเปิดแสงความเข้มข้นต่ำ ( ฟลูออเรสเซนต์ ) ก่อนเปิด และ หลังปิด เมทัลฮาไลด์แล้ว เพื่อให้เกิดสภาพแสงเหมือนตอนเช้าและตอนเย็น
            ท่านผู้อ่านที่ไม่ใช้ MH อย่าพึ่งน้อยใจนะครับ  เนื่องจากประสบการณ์ตรง  ทำให้พบว่า MH ดีกว่าฟลูออเรสเซนต์ธรรมดามากสำหรับสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์แสง  แต่ถ้าท่านใช้หลอดฟลูธรรมดาหลาย ๆ หลอด  ท่านสามารถเพิ่มเวลาการเปิดหลอดไฟ เป็น 13-14  ชั่วโมงได้ เพื่อการสังเคราะห์แสงที่มากกว่าก็ได้เช่นกัน
 บางท่านก็มีการใช้แสงไฟในช่วงการคืน เช่น ใช้แสงสีฟ้าของแอคตินิค  เพื่อให้เกิดการกระตุ้นสิ่งมีชีวิตในภาคกลางคืน ได้อีก  (Moon Phase Stimulation )  ผลที่ได้ต่อตู้เลี้ยง ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าได้ประโยชน์จริง แค่ไหน  แต่ปะการังส่วนใหญ่ มักปล่อยไข่และน้ำเชื้อตามข้างขึ้นข้างแรม   และตู้เลี้ยงที่มี  การปลดปล่อย สปอร์ ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง   มักพบว่ามีการใช้  stimulate  moon phase  ร่วมด้วย  เอาอาจใช้หลอดแอคตินิก  หรือหลอด LED ขนาดจิ๋ว   มาเป็นตัวให้แสงแทน ดวงจันทร์ก็ได้  ( ส่วนตัวผมว่า หลอดไฟฉาย ซักไม่เกิน  3  โวลต์ หรือ หลอด   LED  เล็ก ๆแล้วฉาย ผ่านเลนส์เว้า  ให้กระจายแสงทั่ว ๆ ตู้ น่าจะกำลังดี
 
การเคลื่อนตัวของแหล่งกำเนิดแสง
 

 ลองสังเกตดูจากท้องทะเลธรรมดา  โลกเราเมื่อหมุน ๆ ไป ก็จะเห็นว่า ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก  แล้วตกทางทิศตะวันตก   แสงที่ปะการังได้รับก็เช่นกัน  ในแต่ละวันย่อมไม่เท่ากันตลอด  จะมีช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ที่ได้รับแสงมาก  และอีกช่วงนึงอาจได้รับแสงน้อย ในแต่ละวัน  การทำให้แหล่งกำเนิดแสงเคลื่อนที่ได้  ย่อมเลียนแบบธรรมชาติได้มากขึ้น  และประหยัดค่าหลอดไฟด้วย  เรา ๆ ท่าน ๆ อาจนำหลอดไฟ พร้อม  reflector  มาใส่ลงรางเลื่อน อัตโนมัติ  ให้มันเลื่อน ๆ  ๆ ไปช้า ๆ  จนครบ 2 รอบในแต่ละวัน   หรืออาจใช้  rotate tank  เพื่อหมุนหันรับแสง ก็ได้เช่นกัน
 ปกติก็มีนักเลี้ยงไม่กี่คนหรอกครับ  ที่คำนึงถึงวิธีการเช่นนี้   อาจด้วยว่า มันไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ง่าย ๆ  อาจเป็นที่ทุนสูงเกินไป หรือ ติดตั้งดูแล ยุ่งยาก  เลยไม่ทำกัน
 อีกวิธีนึงคือ  เอาหลอดไฟหลาย ๆ หลอด มาติดเรียงกัน  แล้วตั้งสวิตช์เปิด- ปิด อัตโนมัติให้มันติดเรียงกัน  ทีละส่วนของตู้ เหมือนตะวันเคลื่อนที่ได้
 
  ผลกระทบอื่น ๆ ที่เกิดจากการใช้หลอดไฟกับตู้เลี้ยงระบบนิเวศน์ทางทะเล
 
 แน่นอนว่า เราจำต้องใช้หลอดไฟแล้ว  สิ่งที่อื่นจะเกิดขึ้นตามมาจากข้างต้นคือ  ความร้อน  และปรากฏการณ์  photochemical  eg. Photo-oxidation เราสามารถแก้ได้คือแยกบาลาสออกจากตัวหลอดไฟ  ไปติดไว้ในที่ ๆ ความร้อนไม่สามารถส่งลงมาที่ตู้ได้  และใช้พัดลมเป่าให้เย็นลง
 ผลกระทบที่สอง  นักเลี้ยงตัวจริง หลายท่าน คงเคยเจอนะครับ 
ก็ไฟช๊อตงัย  ยิ่งหลอดไม่สามารถ  seal  ได้สนิท ก็ยิ่งมีโอกาสไฟรั่วง่ายขึ้นกว่าเดิม
 คาดว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์แก่ท่านที่ต้องการทราบเรื่องราว การประยุกต์ใช้หลอดไฟ  ให้ถูกกับการเลี้ยงนะครับ   หากมีผิดพลาดประการใดโปรดแจ้งมาที่ผม PM  หรือ  E-mail  :  dryimyim@lycos.com  ก็ได้ครับ
 

แสงอาทิตย์เมื่อเค้าวัดแต่ละวันห่างกัน มันก็ต้องมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายประการ เอาเป็นว่าอนุโลมละกันครับ
7 โมงเช้า 900
9 โมงเช้า 1200
บ่าย 2 ครึ่ง 1330

แล้วเค้าก็ไปวัดที่ Harbor aquatic ที่เป็น Greenhouse เลี้ยง
ภายนอกห้องกระจก 1330
ภายใน หลายจุดไม่เท่ากัน วัดได้สูงสุดที่ผิวน้ำ 460- 550 และ ใต้ผิวน้ำ 458
ขณะที่พื้นตู้ลึก 15 นิ้ว วัดได้ 354

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04/10/13, [12:27:09] โดย HS4IDF@KhonKaen »
อู๋ @ ขอนแก่น ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #2 เมื่อ: 04/10/13, [10:44:55] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

จองไว้ก่อนเดี๋ยวมาเพิ่มอีกครับ
Rut(Iris) ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #3 เมื่อ: 04/10/13, [11:55:18] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เยอะมาก...  [on_055]
PLOKooow ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #4 เมื่อ: 07/10/13, [10:04:19] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 ้hahaha ้hahaha  ดีตรงไหน

 สมัครมาป่วน / Romeo_Pop

 สมัครมาป่วน / Romeo_Pop
bill2517 ออฟไลน์
Club Champion
« ตอบ #5 เมื่อ: 07/10/13, [10:10:35] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

้hahaha ้hahaha  ดีตรงไหน

มาไงเนี่ย  036
อู๋ @ ขอนแก่น ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #6 เมื่อ: 07/10/13, [20:56:01] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

้hahaha ้hahaha  ดีตรงไหน

 สมัครมาป่วน / Romeo_Pop

 สมัครมาป่วน / Romeo_Pop

อ๋อไอ้นี่เหรอครับรู้จักดีครับ  อย่าไปให้ราคากับมันครับ  [on_026] พวกไร้ค่าครับ วัน ๆ คอยแต่อิจฉาคนอื่น เพราะตัวเองไร้ค่าเลยคิดว่าตัวเองจะมีค่าถ้ามีคนสนใจ เจอมาหลายครั้งแล้วครับ ้hahaha ้hahaha
หน้า: 1   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: