Aqua.c1ub.net
*
  Mon 02/Nov/2026
หน้า: 1 2  ทั้งหมด   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลาบ้านโรม.... เข้ามาชมgallery และ คุยกัน  (อ่าน 44863 ครั้ง)
rome ออฟไลน์
Club Brother
« เมื่อ: 02/10/12, [19:44:34] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

สวัสดีครับ

กระทู้นี้ผมตั้งขึ้น เพื่อให้เพื่อน ๆ  ได้ชมภาพ และ บทความต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อการเลี้ยงปลาหมอสีแทนแกนยิกา และจะมีน้องใหม่มาลาวี มาแจมด้วย

ขอให้สนุกกับการชมนะครับ  [เจ๋ง]

คลิปหื่น ๆ  ้hahaha
<a href="http://www.youtube.com/v/_47kkJs6-vI" target="_blank">http://www.youtube.com/v/_47kkJs6-vI</a>
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02/10/12, [20:08:56] โดย rome »
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #1 เมื่อ: 02/10/12, [19:55:32] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เรามารู้จักทะเลสาปแทนแกนยิกากันก่อนนะ

ทะเลสาบแทนแกนยิกานั้นก่อเกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟและการขยับของผิวโลกประมาณ 20 ล้านปีมาแล้วและเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปแอฟริกา วัดความยาวจากเหนือสุดถึงใต้สุดได้ 673 กิโลเมตร แต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียง 50 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 32,892 ตารางกิโลเมตร   ความยาวรอบชายฝั่ง วัดรวมได้  1,828 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังเป็นทะเลสาบน้ำจืดใหญ่ที่ลึกเป็นอันดับสองของโลกที่ระดับความลึก 1,470 เมตร (ทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลกคือทะเลสาปไบคาล ในไซบีเรียมีความลึกอยู่ที่ 1,637 เมตร)

แทนแกนยิกาเป็นทะเลสาปน้ำจืดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องครอบคลุมดินแดนประเทศบุรุนดี, คองโก (เดิมชื่อซาอีร์และแทนซาเนียและแซมเบีย) ประมาณอย่างหยาบๆ 45% ของทะเลสาบเป็นดินแดนของชาวคองโก, ในขณะที่ 41% เป็นของแทนซาเนีย น้ำจากทะเลสาบแทนแกนยิกาไหลลงสู่แม่น้ำคองโกในตอนกลางของแอฟริกาและในที่สุดจะทิ้งลงในมหาสมุทรแอตแลนติกบนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา

ทะเลสาบแทนแกนยิกามีเสถียรภาพโดดเด่นในเรื่องอุณหภูมิ การระเบิดของภูเขาไฟด้านล่างของทะเลสาบ น้ำในทะเลสาปมีการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในแนวตั้งน้อยมาก ฉะนั้นที่ระดับความลึกเกิน 300 เมตรปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำจึงมีค่อนข้างต่ำ   ปลาส่วนใหญ่จึงไม่ได้อาศัยอยู่ในน้ำลึกมากนัก   อุณหภูมิด้านล่างทะเลสาบมีความต่างกันไม่เกิน 5 องศาฟาเรนไฮน์  อุณหภูมิพื้นผิวของทะเลสาบแทนแกนยิกาจะอยู่ในช่วง 73-88 ° F (23-31 ° C) แต่ส่วนมากปลาจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 75-84 ° F (24-29 ° C)  องค์ประกอบทางเคมี น้ำมีความกระด้าง(Water Hardness) * ค่อนข้างสูงมาก และ PH ที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ระหว่าง   7.5 - 9.3 

 ระบบนิเวศของทะเลสาปแทนแกนยิกา แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือระบบชายฝั่งและพื้นที่นอกชายฝั่ง สามารถแบ่งระบบนิเวศตามสภาพแวดล้อมที่ต่างกันได้ดังนี้

1. ถิ่นอาศัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Surge Habitat) ได้แก่ บริเวณระดับน้ำลึกสามฟุตบริเวณชายฝั่ง มีคลื่นน้ำส่งผลให้มีการเปลี่ยนระดับน้ำอย่างฉับพลัน  ทำให้มีอ๊อกซิเจนมีปริมาณสูง ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จต่ำ  สามารถพบกลุ่มปลาหมอสีสกุล Goby ได้แก่ Eretmodus cyanostictus

2. แนวหินตามชายฝั่ง (Rocky Shores)  เป็นพื้นที่ลาดชันประกอบไปด้วยตะกอนหินที่มีขนาดแตกต่างกัน  ระบบนิเวศในบริเวณนี้อยู่ในระดับที่แสงแดดสามารถส่องลงมาถึงพื้น ทำให้เกิดสาหร่ายและพืชต่าง ๆ จึงสามาถพบปลาประเภทกินพืชเป็นอาหารได้แก่ ปลาสกุลโทรเฟียส( Tropheus )  และยังเป็นที่อยู่อาศัยและหลบภัยตามซอกหินของปลาอื่น ๆ ได้แก่ Altolamprologus

3.แนวหินในระดับน้ำตื้น(The Shallow Rocky Shore)  อยู่ระดับความลึกประมาณ 20 ฟุต  แหล่งที่อยู่อาศัยนี้ครอบคลุมพื้นทรายกับก้อนหินและก้อนกรวด เป็นแหล่งที่มีอาหารในธรรมชาติมากที่สุด จึงเป็นที่ที่มีปลาอาศัยอยู่ชุกชุม  ปลาที่พบเห็นส่วนมากได้แก่  Petrochromis, Altolamprologus และ Cyprichromis เป็นต้น

4. บริเวณหน้าดิน (Benthic Waters)ในบริเวณส่วนที่ลึกของน้ำที่ระดับความลึกระหว่าง 165 และ 500 ฟุต ที่ยังคงมีปริมาณออกซิเจน สามารถพบเห็นปลาจำพวก Benthochromis  tricoti และเหยื่อขนาดเล็กเช่นแพลงก์ตอน และกุ้งขนาดเล็ก

5. บริเวณพื้นทราย (Sandy bottom) เป็นพื้นที่ที่มีการชะล้างพังทลายมีเวลาล้าน ๆ ปี ส่งผลให้ชั้นตะกอนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาปหนาเป็นกิโลเมตร   พื้นทรายประกอบด้วยหินประปราย เป็นที่ราบอยู่ทั่วทะเลสาป  ปลาที่พบเห็นในบริเวณนี้ ได้แก่ ปลาในสกุล Neolamprologus ,Xenotilapia เป็นต้น

6. บริเวณพื้นโคลน(Mud Floor)  เป็นบริเวณที่สิ่งมีชีวิตเน่าเปื่อยและแบคทีเรียที่ให้อาหารสำหรับแพลงก์ตอนสัตว์ ได้แก่ ครัสเตเชีย, หนอนแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ที่ให้อาหารสำหรับปลาในกลุ่ม Trematocara nigrifrons และ Triglachromis otostigma ซึ่งได้ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตอยู่ด้านล่าง

corydoras ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #2 เมื่อ: 02/10/12, [20:05:49] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

รออ่านต่อไปครับ จัดมาเลยคุณโรม รออ่านอยู่ อยากได้เรื่องโทรเฟียสเเบบละเอียดๆ
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #3 เมื่อ: 02/10/12, [20:08:24] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


หัวข้อนี้ แนะนำ ในตระกูล Cyprichromis  มันคืออะไร เราไปดูกัน


ปลาในสกุล (genus) Cyprichromis  ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบมีอยู่ 5 ชนิด (species)ได้แก่
1. Cyprichromis leptosoma  (Boulenger, 1898)
2. Cyprichromis microlepidotus  (Poll, 1956)
3. Cyprichromis pavo  (Büscher, 1994)
4. Cyprichromis zonatus  (Takahashi, 2002)
5. Cyprichromis coloratus (Takahashi & Hori, 2006)
 ตั้งแต่ชนิดแรกที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1898 อย่าง Cyprichromis leptosoma จนถึงชนิดที่ถูกค้นพบล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ คือ Cyprichromis coloratus  แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลสาปแทนแกนยิกาได้เป็นอย่างดี


********************************************************************************

สิ่งที่ใช้แบ่งแยก Cyprichromis  ออกเป็นชนิดต่างๆ  นักวิทยาศาสตร์ใช้หลักเกณฑ์ทางกายภาพที่ต่างกันเป็นตัวแบ่งแยก ได้แก่
1. รูจมูกในแต่ละด้าน (A nostril on each side)
2. เรย์ดิสก์ของครีบหลัง (Ray disks of the dorsal fin)
3. การนับจำนวนเส้นจุดไข่ปลาบนตัวปลา ( Lateral line )
4. ครีบอ่อนของครีบหลัง  (soft rays of dorsal fin)
5. คอดหาง (caudal peduncle)
6. ครีบหาง (caudal fin)
7. ครีบก้น (anal fin )
8. ครีบท้องกระดูกเชิงกราน( ventral fin)
9. ครีบอก (pectoral fin)
10. อวัยวะตรวจวัดทางประสาทสัมผัส  (Sensors sensory (pores hyomandibula))

เริ่มจากชนิดแรกคือ  Cyprichromis leptosoma บางครั้งเรียกว่า"CYPS"  ส่วนใหญ่นิยมเรียกชื่อ "เลปโตโซม่า" ปลาชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในทะเลสาปแทนแกนยิกา  มีความแต่งต่างกันในเรื่องของสีสันและขนาดตามแหล่งที่ค้นพบ

 
  เลปโตโซม่า เป็นปลาที่มีนิสัยรักสงบ ในธรรมชาติจะอาศัยอยู่ตามโขดหิน และรอยแตกของหินขนาดใหญ่ เป็นฝูงใหญ่ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน   ปลาตัวผู้จะมีสีสันสวยงาม ได้แก่สีดำ, สีเหลือง ,สีฟ้านีออนและม่วงขาว   ในขณะที่ตัวเมียจะมีสีน้ำตาลยืนพื้น และมีสีเหลือง หรือน้ำเงินจาง ๆ ตามครีบกระโดงและครีบหาง  


  เลปโตโซม่า มีสองขนาดคือขนาดปกติ ประมาณ 3.5 นิ้วและขนาดจัมโบ้  ซึ่งสามารถโตได้ถึงขนาด 5 -6 นิ้ว  ในธรรมชาตินั้นพวกมันจะกินอาหารจำพวกแพลงตอน หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ลอยมาตามผิวน้ำเป็นอาหาร


ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเลปโตโซม่ามีความแตกต่างกันในเรื่องของสีสันและขนาดตามแหล่งที่ค้นพบ  ในแหล่งพื้นที่เดียวกันตัวผู้และตัวเมียอาจมีสีสันที่แตกต่างกัน เนื่องจากเลปโตโซม่ามีพัฒนาการของสีตามตัวไปตามอายุและตามวัยเจริญพันธ์   ในทางการค้าได้มีการระบุแหล่งค้นพบเลปโตโซม่าหรือที่เรียกว่า"แหล่งจับ" เพื่อใช้เป็นตัวอ้างอิงถึงสีและขนาดของปลา  ในประเทศไทยมีการนำเข้า เลปโตโซม่าเข้ามาในทางพาณิชย์เป็นเวลานานแล้ว ที่นิยมกันมากส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งที่มีสีสันสวยงาม ได้แก่

*****************************************************************************

*******


Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Kigoma)
ชื่อทางการค้า Kigoma, Cape Kabogo
ค้นพบในแหล่งคิโกม่า(Kigoma)เท่านั้น  ตัวผู้มีทั้งแบบหางสีน้ำเงิน และแบบหางสีเหลือง ตัวผู้จะมีเหลืองใต้บริเวณคอไปถึงช่วงท้อง  ครีบกระโดงจะมีสีฟ้า สีเหลือง เลอะผสมกัน

***********************Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Kigoma)***************


Cyprichromis leptosoma (Mpulungu)
ชื่อทางการค้า Blue Flash, Blue Neon, Neon Head
สามารถค้นพบทางตอนใต้ของทะเลสาบ แถบ Kasanga, Kambwimba, Isanga, Chituta เบย์และ Mpulungu  ตัวผู้มีทั้งแบบหางสีน้ำเงิน และแบบหางสีเหลือง  เลปโตโซม่าแหล่งนี้ไม่มีสีตามตัวแต่จะมีไฮไลท์สีน้ำเงินนีออนบริเวณหัว  จึงถูกนิยมเรียกว่า Neonhead  ตัวผู้ที่มีหางแบบสีน้ำเงิน จะมีสีฟ้าสว่างที่ครีบก้นและครีบหลัง ส่วนตัวผู้แบบหางสีเหลือง มีครีบหลังสีฟ้า  ครีบก้นเป็นสีฟ้าและอาจจะมีจุดสีดำ หรือไม่มีก็ได้


Cyprichromis leptosoma (Utinta)
ชื่อทางการค้า Malasa Leptosoma, Neonback, Utinta Fluorescent
เป็นเลปโตโซม่า ที่พบเห็นได้มากที่สุดตั้งแต่ Utinta Bay to Samazi, Tanzania รวมถึงจุดต่าง ๆ ได้แก่Utinta Bay, Ulwile, Kapemba, Nkondwe, Namansi Reef, Fulwe Rocks, and Samazi. ตัวผู้มีทั้งแบบหางสีน้ำเงิน และแบบหางสีเหลือง โดยตัวผู้ที่มีหางแบบสีน้ำเงินจะมีสีน้ำเงินเข้มที่ครีบหลังและครีบก้น   ตัวผู้ที่มีหางแบบสีเหลือง จะมีสีน้ำเงินตามตัวจากหัวไปถึงกลางหลัง ครีบหลังจะมีสีฟ้าสว่าง และมีจุดแต้มสีเหลืองอยู่ปลายครีบหลัง



Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Tricolor)
ชื่อทางการค้า Tricolor Goldhead, Jumbo Yellowhead
เป็นเลปโตโซม่า ที่ได้รับความนิยมอีกชนิด เนื่องจากเป็นปลาที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสีเหลืองเข้มบริเวณส่วนหัว และส่วนหาง  โดยลำตัว  ครีบหลัง และคลีบก้นจะมีสีออกดำกำมะหยี่   ตัวเมียมีสีน้ำตาล และมีสีเหลืองอ่อนบริเวณครีบหลัง และส่วนหาง

*******************************************************************

*******************************************************************

Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Kitumba)
ชื่อทางการค้า   Kitumba
เป็นเลปโตโซม่าที่มีความต่างจากเลปโตแหล่งอื่นตรงที่สีของตัวปลาสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ  โดยเลปโตโซม่า คิทุมบ้า แบบหางเหลืองส่วนใหญ่ จะมีสีเหลืองค่อยๆ  ขยายลุกลามจากครีบหาง หรือขยายจากส่วนบริเวณอื่นของตัวปลา แทนสีอื่นที่มีอยู่เดิม จนปลามีสีเหลืองไปทั้งตัว  แต่ปลาบางตัวก็ไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะมีสีน้ำเงินคงที่ทั้งตัวด้วย   

***************************************************************

****************************************************************


การจะนำเลปโตโซม่ามาเลี้ยงในระบบปิด หรือภาษาชาวบ้านคือ เอาปลามาเลี้ยงในตู้ปลาที่บ้านนั้น จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมต่าง ๆ  ตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นถึงสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ของทะเลสาปแทนแกนยิกา  ท่านผู้อ่านสามารถนำมาข้อมูลมาประยุกต์เพื่อใช้เลี้ยงปลาให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด

เลปโตโซม่ามีนิสัยชอบว่ายน้ำไปมาตลอดเวลา และมีเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันเป็นฝูงและชอบน้ำที่มีปริมาณอ๊อกซิเจนสูง  ดังนั้นตู้เลี้ยงที่เหมาะสมควรจะมีขนาดความยาวตู้ไม่น้อยกว่า 36 นิ้ว หรือเรียกได้ว่ายิ่งยาวยิ่งดี โดยความสูงและความกว้างของตู้ไม่ควรต่ำกว่า 15 นิ้ว   มีการใช้ระบบกรองที่มีประสิทธิภาพกับขนาดตู้และจำนวนปลา


การจัดตู้    โดยธรรมชาตินั้น เลปโตโซม่าเป็นปลาว่ายหากินตามแนวโขดหิน ดังนั้นควรหาหินกลมมน ไม่คม มาวางตกแต่งตู้ ให้มันใช้เป็นที่แอบ และลดอาการตื่นตกใจ   สำหรับวัสดุปูพื้นนั้น ไม่ค่อยมีผลต่อการดำรงชีพของเลปโตโซม่าเท่าไหร่  อาจจะใช้วัสดุได้แก่ทรายขาว หรือ ทรายดำ หรือ หินภูเขาไฟขนาดเล็ก เป็นต้น  เนื่องจากเลปโตโซม่าไม่มีนิสัยชอบรื้อคุ้ย จึงสามารถนำไม้น้ำมาจัดตู้ได้


จำนวนปลาที่เหมาะสม  
เลปโตโซม่า อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่  ดังนั้นควรมีจำนวนอย่างน้อยที่สุด 5 ตัวขึ้นไปขึ้นอยู่ขนาดตู้ปลา  สำหรับสัดส่วนเพศปลานั้น ควรมี ตัวเมียมากกว่าตัวผู้ หรือจะจัดในสัดส่วนที่เท่ากันก็ได้  กรณีที่ปลามีอาการก้าวร้าว การเพิ่มจำนวนปลาจะสามารถลดอาการก้าวร้าว และกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี


การผสมพันธ์
เลปโตโซม่า จัดเป็นปลาอมไข่  การผสมพันธ์นั้นตัวผู้ตัวใหญ่สุดเป็นหัวหน้าฝูง มันจะคอยกางครีบ พร้อมขับสีสว่างสดใสทั่วทั้งตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจตัวเมีย และคอยข่มตัวผู้ตัวอื่น ๆ เวลาผสมพันธ์ตัวผู้จะทำตัวงอ และทำปากห่อ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเมียเบ่งไข่ออกจากท้อง เมื่อไข่ถูกเบ่งออกมาแล้ว ตัวเมียจะรีบว่ายไปอมไข่ไว้ในปาก พร้อมกับงับน้ำเชื้อที่ตัวผู้ปล่อยออกมา ให้ผสมกับไข่ที่อยู่ในปาก จำนวนของไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของเพศเมีย  ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ0.3 ซม และจำนวนอยู่ระหว่าง 5 และ 25  ฟอง โดยปกติทั้งจัมโบ้และ leptos มาตรฐาน  ตัวเมียจะอมไข่โดยไม่กินอะไรเลย 18-20 วัน หลังจากนั้นจะคายลูกออกมา และหากินต่อไป


อาหาร  
เลปโตโซม่า ในธรรมชาติจะกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร  ปากของมันถูกออกแบบมาให้กินอาหารชิ้นเล็ก ๆ ดังนั้นจึงควรหาอาหารที่มีขนาดเล็กกว่าปากปลา   ถ้าอาหารสำเร็จรูปที่ให้มีขนาดใหญ่ควรแช่น้ำ 10 นาทีให้อาหารนิ่มก่อนจะให้ปลากิน จะทำให้ปลากินอาหารง่ายขึ้น     ในบางครั้งสามารถให้อาหารสด ได้แก่ หนอนแดง หรือไรทะเล  แต่ควรล้างให้สะอาดก่อนจะให้ปลากิน
 
  
 เพื่อนร่วมตู้
เมื่อนำเลปโตโซม่ามาเลี้ยงในตู้ปลา มันจะมีพฤติกรรมเป็นปลาว่ายกลางน้ำ  - ผิวน้ำ ดังนั้นสามารถหาปลาที่ว่ายอยู่ระดับพื้นตู้ได้แก่ Altolamprologus calvus , Altolamprologus compressiceps , Enantiopus Melanogeny, Lamprologus , Neolamprologus, Ophthalmotilapia,และ Xenotilapia  เป้นต้น

*********************************************************************



  สำหรับคนที่จะนำ ปลายอดฮิตอย่างฟรอนโตซ่ามาเลี้ยงกับเลปโตโซม่านั้น สิ่งที่ควรพิจารณาคือเรื่องขนาดปลา คือไม่ควรมีขนาดที่ต่างกันเกินไป เพราะเลปโตโซม่าอาจเป็นอาหารมื้อแพงให้แก่ฟรอนโตซ่าได้  สำหรับการเลี้ยงเลปโตโซม่าจากต่างแหล่งกัน ในตู้เดียวกันสามารถทำได้ แต่ให้ระวังในเรื่องการผสมข้ามแหล่งซึ่งอาจได้ปลาที่มีสีสันแปลกแตกต่างออกไปจากพ่อแม่ปลา   

Cyprichromis microlepidotus (Poll, 1956)
 เป็นชนิดที่มีการค้นพบหลังจาก Cyprichromis leptosoma มีแหล่งอาศัยในน้ำลึกประมาณ 30-130 ฟุตในตอนเหนือของทะเลสาบแทนแกนยิกา ในธรรมชาติพบว่ามีการรวมฝูงขนาดใหญ่ ตามแนวหิน โดยอาหารหลักคือแพลงตอน และสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ  

ลักษณะโครงสร้างของ Cyprichromis  microlepidotus มีรูปร่างคล้ายกับเลปโตโซม่า แต่จะมีลำตัวที่หนาและใหญ่กว่า  ปากมีลักษณะเหมือนรูปกรวย  ครีบหางจะเว้ามากกว่าเลปโตโซม่า   เมื่อโตเต็มที่อาจจะมีขนาดถึง 6 นิ้ว

Cyprichromis  microlepidotus ได้รับการบันทึกถึงแหล่งที่มันอาศัยอยู่ ได้แก่ Mabilibili, Magara, Bulu Point, Kiriza, Karilani และ Kasai เป็นต้น  Cyprichromis  microlepidotus จาก Bulu Point มีสีเหลืองตั้งแต่หน้าไปถึงครีบหาง โดยมีสีฟ้าและสีน้ำตาลเข้มแซมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของตัวปลา ครีบกระโดงและและครีบก้นมีสีฟ้า สำหรับปลาที่ค้นพบจาก Magara จะมีสีฟ้าตามตัวเป็นส่วนใหญ่  ส่วน จากแหล่ง Kasai มีสีเหลืองตามลำตัวไปถึงครีบหาง อาจจะมีสีฟ้าผสมอยู่  ครีบหลังและครีบก้นมีสีฟ้าเข้ม    

อาหาร
ในธรรมชาติอาหารหลักของ Cyprichromis  microlepidotus คือแพลนตอนและสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิด สามารถนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีปริมาณโปรตีนเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปลากินได้ ถ้าอาหารเม็ดมีขนาดใหญ่เกินกว่าปลาจะกินได้ แนะนำให้แช่น้ำประมาณ 10 นาที เมื่ออาหารเม็ดอ่อนนุ่มลง จึงทำการบี้ให้แตกเล็กน้อยก่อนให้ปลากินจะทำให้ปลากินง่ายขึ้น ในบางครั้งอาจจะนำอาหารสดได้แก่ ไรทะเล หรือหนอนแดง ที่ล้างสะอาด กินสลับกับอาหารสำเร็จรูปก็ได้

เพศ  
สำหรับปลาที่มีขนาดตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไป จะสังเกตดูเพศปลาได้ง่าย  โดยตัวผู้จะมีสีสันที่สดใสกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด  ปลาตัวเมียมักจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนและมีไฮไลท์สีฟ้าอยู่บ้างแต่ไม่มากเท่าตัวผู้   หรืออาจจะทำการหงายดูเพศโดยตัวเมียรูเพศจะมีขนาดกลม ในขณะที่ตัวผู้จะออกเป็นวงรี  

การผสมพันธ์
Cyprichromis  microlepidotus  เป็นปลาอมไข่เหมือนกับ  Cyprichromis  leptosoma  ตัวผู้มักจะเลือกแนวโขดหิน หรือตามรอยแยกของหินเป็นพื้นที่สร้างเขตแดน มันจะคอยเรียกร้องความสนใจตัวเมียด้วยการกางครีบต่าง ๆ พร้อมกับขับสีสันสวยงาม มีลักษณะคล้ายกับการเต้นระบำ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเมียวางไข่   ตัวเมียจะทำการเก็บไข่ไว้ในปากและรับน้ำเชื้อของตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ในปาก   ไข่จะใช้เวลาพัฒนาจนกว่าจะกลายเป็นตัวโดยสมบูรณ์ประมาณ 21 วัน หลังจากนั้นแม่ปลาจะคายลูกออกมาให้หากินเองต่อไป

การเลี้ยงในระบบปิด
Cyprichromis  microlepidotus เป็นปลาที่ค่อนข้างรักสงบ สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆ เหมือนกับ Cyprichromis  leptosoma   พฤติกรรมก้าวร้าวส่วนใหญ่มักจะเกิดกับ Cyprichromis  microlepidotus ด้วยกันเอง ถ้าจำนวนปลามีน้อยเกินไป   มันมักจะหวงอาณาเขตและไล่กัดพวกเดียวกันเอง  จึงควรสังเกตพฤติกรรมปลาในช่วงเรี่มเลี้ยงว่าปลามีอาการก้าวร้าวหรือไม่  ถ้ามีแนะนำให้หาปลาชนิดเดียวกันมาเพิ่ม จะลดอาการก้าวร้าวลงได้ระดับหนึ่ง  และสิ่งที่สำคัญคือความสะอาดของน้ำ Cyprichromis  microlepidotus  มีความไวต่อไนโตรเจนในน้ำเสีย  จึงควรหมั่นดูแลคุณภาพน้ำให้ดี จะช่วยไม่ให้ปลาเกิดโรคได้

Cyprichromis pavo
พบเห็นได้ในเขต Kanoni  ประเทศคองโก  และ  Masalaba (Cape Mpimbwe) ในแทนซาเนียผ่านชายฝั่ง Zambian  อาศัยอยู่ในน้ำใกล้เนินหินเปิด ในระดับความลึกลึกตั้งแต่ 2-50 เมตร

อาหาร
ในธรรมชาติอาหารหลักของ Cyprichromis pavo  เหมือนกับ Cyprichromis  microlepidotus คือแพลนตอนและสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิด สามารถนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารสด ตามที่ได้กล่าวไว้เหมือนกับ Cyprichromis ข้างต้น

การสืบพันธ์
Cyprichromis  pavo  เป็นปลาอมไข่เหมือนกับ  Cyprichromis  leptosoma  แต่จะต่างจาก C. leptosoma  ที่ตัวผู้จะทำรังบนพื้นทราย โดยขุดหลุมบาง ๆ มันจะคอยเรียกร้องความสนใจตัวเมียด้วยการกางครีบต่าง ๆ พร้อมกับขับสีสันสวยงาม และชักชวนให้ตัวเมียว่ายมาที่รังของมัน  หลังจากนั้นตัวผู้จะว่ายอยู่ข้าง ๆตัวเมีย โดยกางครีบและอ้าปาก กระตุ้นให้ตัวเมียวางไข่   ตัวเมียจะทำการเก็บไข่ไว้ในปากและรับน้ำเชื้อของตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ในปาก   ไข่จะใช้เวลาพัฒนาจนกว่าจะกลายเป็นตัวโดยสมบูรณ์นานกว่า Cyprichromis  leptosoma  โดยใช้เวลาประมาณ 26-32 วันที่อุณหภูมิ 26/27 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นแม่ปลาจะคายลูกออกมาให้หากินเองต่อไป

การเลี้ยงในระบบปิด
สามารถเลี้ยง Cyprichromis  pavo   เลี้ยงรวมกับปลาในตระกูล Cyprichromis อื่น ๆ ได้ และ tankmate ชนิดอื่นเหมือนกับ Cyprichromis  leptosome และ Cyprichromis  microlepidotus


Cyprichromis  zonatus  
เป็นปลาในตระกูล Cyprichromis  ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 2002 โดยชาวญี่ปุ่นคือTakahashi, Tetsumi & M. Hori & K. Nakaya


Cyprichromis  zonatus   บริเวณหัวจะอยู่ต่ำกว่าหลัง มีลักษณะเป็น spoon head    ลำตัวปลาจะมีความสูงกว่า Cyprichromis leptosoma  ลำตัวมีสีเหลือง และมีแถบดำมีลักษณะเป็นบั้ง 3-4 ขีด  จึงมักถูกเรียกอีกชื่อว่า Cyprichromis  zonatus  zebra   ครีบหางเป็นสีน้ำเงินมีลักษณะโค้งเว้าคล้ายกับ Cyprichromis   pavo  ครีบหลังมีสีน้ำเงินปนกับสีเหลือง ในขณะที่ครีบก้น มีสีฟ้าอมเหลือง


อาหาร
ในธรรมชาติอาหารหลักของ Cyprichromis zonatus เหมือนกับ Cyprichromis ชนิดอื่น ๆ  คือแพลนตอนและสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิด สามารถนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารสด ตามที่ได้กล่าวไว้เหมือนกับ Cyprichromis ข้างต้น

การสืบพันธ์
Cyprichromis  zonatus  เป็นปลาอมไข่   พฤติกรรมการผสมพันธุ์เหมือนกับ Cyprichromis   pavo โดยใช้เวลาที่ไข่พัฒนาเป็นตัวโดยสมบูรณ์ ประมาณ 26-32 วันที่อุณหภูมิ 26/27 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นแม่ปลาจะคายลูกออกมาให้หากินเองต่อไป

การเลี้ยงในระบบปิด
สามารถเลี้ยง Cyprichromis  zonatus  เลี้ยงรวมกับปลาในตระกูล Cyprichromis อื่นได้ และ tankmate ชนิดอื่น ตามที่กล่าวมาข้างต้น


Cyprichromis  coloratus
เป็นชนิดที่ถูกค้นพบล่าสุดในปี 2006 โดย Takahashi, Tetsumi & M. Hori & K. Nakaya  เจ้าเดิม
ปลามีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10 เซนติเมตร ในขณะที่ตัวเมียมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย  อาศัยอยู่ในระดับความลึก  7 - 60 เมตร  สามารถพบได้ทางตอนใต้ของทะเลสาปแทนแกนยิกา ได้แก่ Wonzye Point, Kasenga and Nkumbula Island และ  Zambia เป็นต้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07/10/12, [16:11:40] โดย rome »
beerce ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #4 เมื่อ: 02/10/12, [20:40:40] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

รออ่านเรื่องของกลุมพวกนี้  dwarf shell dweller  ้hahaha
อ๊อดๆ!!! ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #5 เมื่อ: 02/10/12, [20:43:44] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 [on_023]อย่าลืม โทรเฟียส กะ หมอหอย ด้วยนะครับพี่โรม

ขอบคุณสำหรับข้อมูลมากๆครับพี่โรม
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #6 เมื่อ: 02/10/12, [20:58:32] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เดี๋ยวค่อยมาเขียน+แปะรูป ต่อนะ ง่วงแล้ว นอนแป๊บนึง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02/10/12, [21:24:05] โดย rome »
Fibo ออฟไลน์
Club Champion
« ตอบ #7 เมื่อ: 02/10/12, [21:05:49] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 [เจ๋ง] [เจ๋ง] [เจ๋ง]  บทความสุดยอดดีมากเลย   ชื่นชมๆ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/10/12, [06:27:21] โดย LCPG »
Riccia ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #8 เมื่อ: 03/10/12, [01:10:07] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

รออ่านครับ  [เจ๋ง]
gatha ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #9 เมื่อ: 03/10/12, [10:03:01] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เยอะมากความรู้ตรึม
corydoras ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #10 เมื่อ: 03/10/12, [11:02:25] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ยุบตู้เลี้ยงเเลปโตดีก่า เห็นเเล้วงาม
chapy ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #11 เมื่อ: 03/10/12, [12:14:12] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

รออ่านครับ
noonong ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #12 เมื่อ: 03/10/12, [13:50:34] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

จะติดตามอ่านครับ
parasall ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #13 เมื่อ: 03/10/12, [14:58:38] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ต่อคิว  [หลั่นล้า] [หลั่นล้า] [หลั่นล้า]
FuTion ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #14 เมื่อ: 04/10/12, [08:46:44] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

หัวข้อนี้ แนะนำ ในตระกูล Cyprichromis  มันคืออะไร เราไปดูกัน


ปลาในสกุล (genus) Cyprichromis  ซึ่งในปัจจุบันมีการค้นพบมีอยู่ 5 ชนิด (species)ได้แก่
1. Cyprichromis leptosoma  (Boulenger, 1898)
2. Cyprichromis microlepidotus  (Poll, 1956)
3. Cyprichromis pavo  (B�scher, 1994)
4. Cyprichromis zonatus  (Takahashi, 2002)
5. Cyprichromis coloratus (Takahashi & Hori, 2006)
 ตั้งแต่ชนิดแรกที่ถูกค้นพบเมื่อปี 1898 อย่าง Cyprichromis leptosoma จนถึงชนิดที่ถูกค้นพบล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ คือ Cyprichromis coloratus  แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลสาปแทนแกนยิกาได้เป็นอย่างดี


********************************************************************************

สิ่งที่ใช้แบ่งแยก Cyprichromis  ออกเป็นชนิดต่างๆ  นักวิทยาศาสตร์ใช้หลักเกณฑ์ทางกายภาพที่ต่างกันเป็นตัวแบ่งแยก ได้แก่
1. รูจมูกในแต่ละด้าน (A nostril on each side)
2. เรย์ดิสก์ของครีบหลัง (Ray disks of the dorsal fin)
3. การนับจำนวนเส้นจุดไข่ปลาบนตัวปลา ( Lateral line )
4. ครีบอ่อนของครีบหลัง  (soft rays of dorsal fin)
5. คอดหาง (caudal peduncle)
6. ครีบหาง (caudal fin)
7. ครีบก้น (anal fin )
8. ครีบท้องกระดูกเชิงกราน( ventral fin)
9. ครีบอก (pectoral fin)
10. อวัยวะตรวจวัดทางประสาทสัมผัส  (Sensors sensory (pores hyomandibula))

เริ่มจากชนิดแรกคือ  Cyprichromis leptosoma บางครั้งเรียกว่า"CYPS"  ส่วนใหญ่นิยมเรียกชื่อ "เลปโตโซม่า" ปลาชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในทะเลสาปแทนแกนยิกา  มีความแต่งต่างกันในเรื่องของสีสันและขนาดตามแหล่งที่ค้นพบ

 
  เลปโตโซม่า เป็นปลาที่มีนิสัยรักสงบ ในธรรมชาติจะอาศัยอยู่ตามโขดหิน และรอยแตกของหินขนาดใหญ่ เป็นฝูงใหญ่ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน   ปลาตัวผู้จะมีสีสันสวยงาม ได้แก่สีดำ, สีเหลือง ,สีฟ้านีออนและม่วงขาว   ในขณะที่ตัวเมียจะมีสีน้ำตาลยืนพื้น และมีสีเหลือง หรือน้ำเงินจาง ๆ ตามครีบกระโดงและครีบหาง    เลปโตโซม่า มีสองขนาดคือขนาดปกติ ประมาณ 3.5 นิ้วและขนาดจัมโบ้  ซึ่งสามารถโตได้ถึงขนาด 5 -6 นิ้ว  ในธรรมชาตินั้นพวกมันจะกินอาหารจำพวกแพลงตอน หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ลอยมาตามผิวน้ำเป็นอาหาร



ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าเลปโตโซม่ามีความแตกต่างกันในเรื่องของสีสันและขนาดตามแหล่งที่ค้นพบ  ในแหล่งพื้นที่เดียวกันตัวผู้และตัวเมียอาจมีสีสันที่แตกต่างกัน เนื่องจากเลปโตโซม่ามีพัฒนาการของสีตามตัวไปตามอายุและตามวัยเจริญพันธ์   ในทางการค้าได้มีการระบุแหล่งค้นพบเลปโตโซม่าหรือที่เรียกว่า"แหล่งจับ" เพื่อใช้เป็นตัวอ้างอิงถึงสีและขนาดของปลา  ในประเทศไทยมีการนำเข้า เลปโตโซม่าเข้ามาในทางพาณิชย์เป็นเวลานานแล้ว ที่นิยมกันมากส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งที่มีสีสันสวยงาม ได้แก่

*****************************************************************************

*******


Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Kigoma)
ชื่อทางการค้า Kigoma, Cape Kabogo
ค้นพบในแหล่งคิโกม่า(Kigoma)เท่านั้น  ตัวผู้มีทั้งแบบหางสีน้ำเงิน และแบบหางสีเหลือง ตัวผู้จะมีเหลืองใต้บริเวณคอไปถึงช่วงท้อง  ครีบกระโดงจะมีสีฟ้า สีเหลือง เลอะผสมกัน
Cyprichromis leptosoma (Mpulungu)
ชื่อทางการค้า Blue Flash, Blue Neon, Neon Head

สามารถค้นพบทางตอนใต้ของทะเลสาบ แถบ Kasanga, Kambwimba, Isanga, Chituta เบย์และ Mpulungu  ตัวผู้มีทั้งแบบหางสีน้ำเงิน และแบบหางสีเหลือง  เลปโตโซม่าแหล่งนี้ไม่มีสีตามตัวแต่จะมีไฮไลท์สีน้ำเงินนีออนบริเวณหัว  จึงถูกนิยมเรียกว่า Neonhead  ตัวผู้ที่มีหางแบบสีน้ำเงิน จะมีสีฟ้าสว่างที่ครีบก้นและครีบหลัง ส่วนตัวผู้แบบหางสีเหลือง มีครีบหลังสีฟ้า  ครีบก้นเป็นสีฟ้าและอาจจะมีจุดสีดำ หรือไม่มีก็ได้


Cyprichromis leptosoma (Utinta)
ชื่อทางการค้า Malasa Leptosoma, Neonback, Utinta Fluorescent
เป็นเลปโตโซม่า ที่พบเห็นได้มากที่สุดตั้งแต่ Utinta Bay to Samazi, Tanzania รวมถึงจุดต่าง ๆ ได้แก่Utinta Bay, Ulwile, Kapemba, Nkondwe, Namansi Reef, Fulwe Rocks, and Samazi. ตัวผู้มีทั้งแบบหางสีน้ำเงิน และแบบหางสีเหลือง โดยตัวผู้ที่มีหางแบบสีน้ำเงินจะมีสีน้ำเงินเข้มที่ครีบหลังและครีบก้น   ตัวผู้ที่มีหางแบบสีเหลือง จะมีสีน้ำเงินตามตัวจากหัวไปถึงกลางหลัง ครีบหลังจะมีสีฟ้าสว่าง และมีจุดแต้มสีเหลืองอยู่ปลายครีบหลัง


Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Tricolor)
ชื่อทางการค้า Tricolor Goldhead, Jumbo Yellowhead
เป็นเลปโตโซม่า ที่ได้รับความนิยมอีกชนิด เนื่องจากเป็นปลาที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสีเหลืองเข้มบริเวณส่วนหัว และส่วนหาง  โดยลำตัว  ครีบหลัง และคลีบก้นจะมีสีออกดำกำมะหยี่   ตัวเมียมีสีน้ำตาล และมีสีเหลืองอ่อนบริเวณครีบหลัง และส่วนหาง


Cyprichromis sp. "Leptosoma Jumbo" (Kitumba)
ชื่อทางการค้า   Kitumba
เป็นเลปโตโซม่าที่มีความต่างจากเลปโตแหล่งอื่นตรงที่สีของตัวปลาสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ  โดยเลปโตโซม่า คิทุมบ้า แบบหางเหลืองส่วนใหญ่ จะมีสีเหลืองค่อยๆ  ขยายลุกลามจากครีบหาง หรือขยายจากส่วนบริเวณอื่นของตัวปลา แทนสีอื่นที่มีอยู่เดิม จนปลามีสีเหลืองไปทั้งตัว  แต่ปลาบางตัวก็ไม่เป็นเช่นนั้น อาจจะมีสีน้ำเงินคงที่ทั้งตัวด้วย   

การจะนำเลปโตโซม่ามาเลี้ยงในระบบปิด หรือภาษาชาวบ้านคือ เอาปลามาเลี้ยงในตู้ปลาที่บ้านนั้น จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมต่าง ๆ  ตามที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นถึงสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ ของทะเลสาปแทนแกนยิกา  ท่านผู้อ่านสามารถนำมาข้อมูลมาประยุกต์เพื่อใช้เลี้ยงปลาให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด

เลปโตโซม่ามีนิสัยชอบว่ายน้ำไปมาตลอดเวลา และมีเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันเป็นฝูงและชอบน้ำที่มีปริมาณอ๊อกซิเจนสูง  ดังนั้นตู้เลี้ยงที่เหมาะสมควรจะมีขนาดความยาวตู้ไม่น้อยกว่า 36 นิ้ว หรือเรียกได้ว่ายิ่งยาวยิ่งดี โดยความสูงและความกว้างของตู้ไม่ควรต่ำกว่า 15 นิ้ว   มีการใช้ระบบกรองที่มีประสิทธิภาพกับขนาดตู้และจำนวนปลา

การจัดตู้    โดยธรรมชาตินั้น เลปโตโซม่าเป็นปลาว่ายหากินตามแนวโขดหิน ดังนั้นควรหาหินกลมมน ไม่คม มาวางตกแต่งตู้ ให้มันใช้เป็นที่แอบ และลดอาการตื่นตกใจ   สำหรับวัสดุปูพื้นนั้น ไม่ค่อยมีผลต่อการดำรงชีพของเลปโตโซม่าเท่าไหร่  อาจจะใช้วัสดุได้แก่ทรายขาว หรือ ทรายดำ หรือ หินภูเขาไฟขนาดเล็ก เป็นต้น  เนื่องจากเลปโตโซม่าไม่มีนิสัยชอบรื้อคุ้ย จึงสามารถนำไม้น้ำมาจัดตู้ได้

จำนวนปลาที่เหมาะสม  
เลปโตโซม่า อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่  ดังนั้นควรมีจำนวนอย่างน้อยที่สุด 5 ตัวขึ้นไปขึ้นอยู่ขนาดตู้ปลา  สำหรับสัดส่วนเพศปลานั้น ควรมี ตัวเมียมากกว่าตัวผู้ หรือจะจัดในสัดส่วนที่เท่ากันก็ได้  กรณีที่ปลามีอาการก้าวร้าว การเพิ่มจำนวนปลาจะสามารถลดอาการก้าวร้าว และกระตุ้นความอยากอาหารได้ดี

การผสมพันธ์
เลปโตโซม่า จัดเป็นปลาอมไข่  การผสมพันธ์นั้นตัวผู้ตัวใหญ่สุดเป็นหัวหน้าฝูง มันจะคอยกางครีบ พร้อมขับสีสว่างสดใสทั่วทั้งตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจตัวเมีย และคอยข่มตัวผู้ตัวอื่น ๆ เวลาผสมพันธ์ตัวผู้จะทำตัวงอ และทำปากห่อ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเมียเบ่งไข่ออกจากท้อง เมื่อไข่ถูกเบ่งออกมาแล้ว ตัวเมียจะรีบว่ายไปอมไข่ไว้ในปาก พร้อมกับงับน้ำเชื้อที่ตัวผู้ปล่อยออกมา ให้ผสมกับไข่ที่อยู่ในปาก จำนวนของไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของเพศเมีย  ไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ0.3 ซม และจำนวนอยู่ระหว่าง 5 และ 25  ฟอง โดยปกติทั้งจัมโบ้และ leptos มาตรฐาน  ตัวเมียจะอมไข่โดยไม่กินอะไรเลย 18-20 วัน หลังจากนั้นจะคายลูกออกมา และหากินต่อไป

อาหาร  
เลปโตโซม่า ในธรรมชาติจะกินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร  ปากของมันถูกออกแบบมาให้กินอาหารชิ้นเล็ก ๆ ดังนั้นจึงควรหาอาหารที่มีขนาดเล็กกว่าปากปลา   ถ้าอาหารสำเร็จรูปที่ให้มีขนาดใหญ่ควรแช่น้ำ 10 นาทีให้อาหารนิ่มก่อนจะให้ปลากิน จะทำให้ปลากินอาหารง่ายขึ้น     ในบางครั้งสามารถให้อาหารสด ได้แก่ หนอนแดง หรือไรทะเล  แต่ควรล้างให้สะอาดก่อนจะให้ปลากิน
  
 เพื่อนร่วมตู้
เมื่อนำเลปโตโซม่ามาเลี้ยงในตู้ปลา มันจะมีพฤติกรรมเป็นปลาว่ายกลางน้ำ  - ผิวน้ำ ดังนั้นสามารถหาปลาที่ว่ายอยู่ระดับพื้นตู้ได้แก่ Altolamprologus calvus , Altolamprologus compressiceps , Enantiopus Melanogeny, Lamprologus , Neolamprologus, Ophthalmotilapia,และ Xenotilapia  เป้นต้น  สำหรับคนที่จะนำ ปลายอดฮิตอย่างฟรอนโตซ่ามาเลี้ยงกับเลปโตโซม่านั้น สิ่งที่ควรพิจารณาคือเรื่องขนาดปลา คือไม่ควรมีขนาดที่ต่างกันเกินไป เพราะเลปโตโซม่าอาจเป็นอาหารมื้อแพงให้แก่ฟรอนโตซ่าได้  สำหรับการเลี้ยงเลปโตโซม่าจากต่างแหล่งกัน ในตู้เดียวกันสามารถทำได้ แต่ให้ระวังในเรื่องการผสมข้ามแหล่งซึ่งอาจได้ปลาที่มีสีสันแปลกแตกต่างออกไปจากพ่อแม่ปลา   

Cyprichromis microlepidotus (Poll, 1956)
 เป็นชนิดที่มีการค้นพบหลังจาก Cyprichromis leptosoma มีแหล่งอาศัยในน้ำลึกประมาณ 30-130 ฟุตในตอนเหนือของทะเลสาบแทนแกนยิกา ในธรรมชาติพบว่ามีการรวมฝูงขนาดใหญ่ ตามแนวหิน โดยอาหารหลักคือแพลงตอน และสัตว์ขนาดเล็กอื่นๆ  
ลักษณะโครงสร้างของ Cyprichromis  microlepidotus มีรูปร่างคล้ายกับเลปโตโซม่า แต่จะมีลำตัวที่หนาและใหญ่กว่า  ปากมีลักษณะเหมือนรูปกรวย  ครีบหางจะเว้ามากกว่าเลปโตโซม่า   เมื่อโตเต็มที่อาจจะมีขนาดถึง 6 นิ้ว

Cyprichromis  microlepidotus ได้รับการบันทึกถึงแหล่งที่มันอาศัยอยู่ ได้แก่ Mabilibili, Magara, Bulu Point, Kiriza, Karilani และ Kasai เป็นต้น  Cyprichromis  microlepidotus จาก Bulu Point มีสีเหลืองตั้งแต่หน้าไปถึงครีบหาง โดยมีสีฟ้าและสีน้ำตาลเข้มแซมอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของตัวปลา ครีบกระโดงและและครีบก้นมีสีฟ้า สำหรับปลาที่ค้นพบจาก Magara จะมีสีฟ้าตามตัวเป็นส่วนใหญ่  ส่วน จากแหล่ง Kasai มีสีเหลืองตามลำตัวไปถึงครีบหาง อาจจะมีสีฟ้าผสมอยู่  ครีบหลังและครีบก้นมีสีฟ้าเข้ม    

อาหาร
ในธรรมชาติอาหารหลักของ Cyprichromis  microlepidotus คือแพลนตอนและสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิด สามารถนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีปริมาณโปรตีนเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปลากินได้ ถ้าอาหารเม็ดมีขนาดใหญ่เกินกว่าปลาจะกินได้ แนะนำให้แช่น้ำประมาณ 10 นาที เมื่ออาหารเม็ดอ่อนนุ่มลง จึงทำการบี้ให้แตกเล็กน้อยก่อนให้ปลากินจะทำให้ปลากินง่ายขึ้น ในบางครั้งอาจจะนำอาหารสดได้แก่ ไรทะเล หรือหนอนแดง ที่ล้างสะอาด กินสลับกับอาหารสำเร็จรูปก็ได้

เพศ  
สำหรับปลาที่มีขนาดตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไป จะสังเกตดูเพศปลาได้ง่าย  โดยตัวผู้จะมีสีสันที่สดใสกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด  ปลาตัวเมียมักจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนและมีไฮไลท์สีฟ้าอยู่บ้างแต่ไม่มากเท่าตัวผู้   หรืออาจจะทำการหงายดูเพศโดยตัวเมียรูเพศจะมีขนาดกลม ในขณะที่ตัวผู้จะออกเป็นวงรี  

การผสมพันธ์
Cyprichromis  microlepidotus  เป็นปลาอมไข่เหมือนกับ  Cyprichromis  leptosoma  ตัวผู้มักจะเลือกแนวโขดหิน หรือตามรอยแยกของหินเป็นพื้นที่สร้างเขตแดน มันจะคอยเรียกร้องความสนใจตัวเมียด้วยการกางครีบต่าง ๆ พร้อมกับขับสีสันสวยงาม มีลักษณะคล้ายกับการเต้นระบำ เพื่อกระตุ้นให้ตัวเมียวางไข่   ตัวเมียจะทำการเก็บไข่ไว้ในปากและรับน้ำเชื้อของตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ในปาก   ไข่จะใช้เวลาพัฒนาจนกว่าจะกลายเป็นตัวโดยสมบูรณ์ประมาณ 21 วัน หลังจากนั้นแม่ปลาจะคายลูกออกมาให้หากินเองต่อไป

การเลี้ยงในระบบปิด
Cyprichromis  microlepidotus เป็นปลาที่ค่อนข้างรักสงบ สามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นๆ เหมือนกับ Cyprichromis  leptosoma   พฤติกรรมก้าวร้าวส่วนใหญ่มักจะเกิดกับ Cyprichromis  microlepidotus ด้วยกันเอง ถ้าจำนวนปลามีน้อยเกินไป   มันมักจะหวงอาณาเขตและไล่กัดพวกเดียวกันเอง  จึงควรสังเกตพฤติกรรมปลาในช่วงเรี่มเลี้ยงว่าปลามีอาการก้าวร้าวหรือไม่  ถ้ามีแนะนำให้หาปลาชนิดเดียวกันมาเพิ่ม จะลดอาการก้าวร้าวลงได้ระดับหนึ่ง  และสิ่งที่สำคัญคือความสะอาดของน้ำ Cyprichromis  microlepidotus  มีความไวต่อไนโตรเจนในน้ำเสีย  จึงควรหมั่นดูแลคุณภาพน้ำให้ดี จะช่วยไม่ให้ปลาเกิดโรคได้

Cyprichromis pavo
พบเห็นได้ในเขต Kanoni  ประเทศคองโก  และ  Masalaba (Cape Mpimbwe) ในแทนซาเนียผ่านชายฝั่ง Zambian  อาศัยอยู่ในน้ำใกล้เนินหินเปิด ในระดับความลึกลึกตั้งแต่ 2-50 เมตร

อาหาร
ในธรรมชาติอาหารหลักของ Cyprichromis pavo  เหมือนกับ Cyprichromis  microlepidotus คือแพลนตอนและสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิด สามารถนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารสด ตามที่ได้กล่าวไว้เหมือนกับ Cyprichromis ข้างต้น

การสืบพันธ์
Cyprichromis  pavo  เป็นปลาอมไข่เหมือนกับ  Cyprichromis  leptosoma  แต่จะต่างจาก C. leptosoma  ที่ตัวผู้จะทำรังบนพื้นทราย โดยขุดหลุมบาง ๆ มันจะคอยเรียกร้องความสนใจตัวเมียด้วยการกางครีบต่าง ๆ พร้อมกับขับสีสันสวยงาม และชักชวนให้ตัวเมียว่ายมาที่รังของมัน  หลังจากนั้นตัวผู้จะว่ายอยู่ข้าง ๆตัวเมีย โดยกางครีบและอ้าปาก กระตุ้นให้ตัวเมียวางไข่   ตัวเมียจะทำการเก็บไข่ไว้ในปากและรับน้ำเชื้อของตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ในปาก   ไข่จะใช้เวลาพัฒนาจนกว่าจะกลายเป็นตัวโดยสมบูรณ์นานกว่า Cyprichromis  leptosoma  โดยใช้เวลาประมาณ 26-32 วันที่อุณหภูมิ 26/27 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นแม่ปลาจะคายลูกออกมาให้หากินเองต่อไป

การเลี้ยงในระบบปิด
สามารถเลี้ยง Cyprichromis  pavo   เลี้ยงรวมกับปลาในตระกูล Cyprichromis อื่น ๆ ได้ และ tankmate ชนิดอื่นเหมือนกับ Cyprichromis  leptosome และ Cyprichromis  microlepidotus


Cyprichromis  zonatus  
เป็นปลาในตระกูล Cyprichromis  ที่เพิ่งถูกค้นพบในปี 2002 โดยชาวญี่ปุ่นคือTakahashi, Tetsumi & M. Hori & K. Nakaya

Cyprichromis  zonatus   บริเวณหัวจะอยู่ต่ำกว่าหลัง มีลักษณะเป็น spoon head    ลำตัวปลาจะมีความสูงกว่า Cyprichromis leptosoma  ลำตัวมีสีเหลือง และมีแถบดำมีลักษณะเป็นบั้ง 3-4 ขีด  จึงมักถูกเรียกอีกชื่อว่า Cyprichromis  zonatus  zebra   ครีบหางเป็นสีน้ำเงินมีลักษณะโค้งเว้าคล้ายกับ Cyprichromis   pavo  ครีบหลังมีสีน้ำเงินปนกับสีเหลือง ในขณะที่ครีบก้น มีสีฟ้าอมเหลือง

อาหาร
ในธรรมชาติอาหารหลักของ Cyprichromis zonatus เหมือนกับ Cyprichromis ชนิดอื่น ๆ  คือแพลนตอนและสัตว์ขนาดเล็ก เมื่อนำมาเลี้ยงในระบบปิด สามารถนำอาหารเม็ดสำเร็จรูปและอาหารสด ตามที่ได้กล่าวไว้เหมือนกับ Cyprichromis ข้างต้น

การสืบพันธ์
Cyprichromis  zonatus  เป็นปลาอมไข่   พฤติกรรมการผสมพันธุ์เหมือนกับ Cyprichromis   pavo โดยใช้เวลาที่ไข่พัฒนาเป็นตัวโดยสมบูรณ์ ประมาณ 26-32 วันที่อุณหภูมิ 26/27 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นแม่ปลาจะคายลูกออกมาให้หากินเองต่อไป

การเลี้ยงในระบบปิด
สามารถเลี้ยง Cyprichromis  zonatus  เลี้ยงรวมกับปลาในตระกูล Cyprichromis อื่นได้ และ tankmate ชนิดอื่น ตามที่กล่าวมาข้างต้น

Cyprichromis  coloratus
เป็นชนิดที่ถูกค้นพบล่าสุดในปี 2006 โดย Takahashi, Tetsumi & M. Hori & K. Nakaya  เจ้าเดิม
ปลามีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10 เซนติเมตร ในขณะที่ตัวเมียมีขนาดตัวเล็กกว่าตัวผู้เล็กน้อย  อาศัยอยู่ในระดับความลึก  7 - 60 เมตร  สามารถพบได้ทางตอนใต้ของทะเลสาปแทนแกนยิกา ได้แก่ Wonzye Point, Kasenga and Nkumbula Island และ  Zambia เป็นต้น
[กู้ดครับ!]ข้อมูลเยอะสุดๆ  กว่าจะอ่านจบ
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #15 เมื่อ: 04/10/12, [10:51:29] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

[กู้ดครับ!]ข้อมูลเยอะสุดๆ  กว่าจะอ่านจบ

ตอนนี้ผมมีข้อมูลอัพเดท ทั้งรูปภาพและชนิดปลา จะค่อยอัพเดทไอเรื่อยๆ นะครับ
FuTion ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #16 เมื่อ: 04/10/12, [11:57:55] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ตอนนี้ผมมีข้อมูลอัพเดท ทั้งรูปภาพและชนิดปลา จะค่อยอัพเดทไอเรื่อยๆ นะครับ
ชนิดต่อไปเป็นปลาอะไรคับข้อมุล
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #17 เมื่อ: 04/10/12, [12:07:37] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ชนิดต่อไปเป็นปลาอะไรคับข้อมุล

จะค่อยๆ ทยอยมาทั้ง lake เลยครับ
meotwister ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #18 เมื่อ: 04/10/12, [14:22:07] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ขอติดตามท่าน ต่อไปครับ!!!!! (รอ FURCIFER)
chapy ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #19 เมื่อ: 04/10/12, [23:24:08] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ภาพประกอบคุณโรมถ่ายเองรึเปล่าครับ

สวยจังเลย^^
fish3345 ออฟไลน์
Club Veteran
« ตอบ #20 เมื่อ: 05/10/12, [19:25:38] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ยินดีต้อนรับด้วยคนครับ ตัวจริงเสียงจริงมาเองเลย
ถ้ามีโอกาสจะแวะไปเยียมชมที่บ้านนะครับ
กลัวกระเป๋าฉีกเพราะความสวยของปลา  ้hahaha
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #21 เมื่อ: 07/10/12, [15:44:16] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ภาพประกอบคุณโรมถ่ายเองรึเปล่าครับ

สวยจังเลย^^

ถ่ายเองทั้งหมดเลยครับ  [on_026]
heiyoi ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #22 เมื่อ: 07/10/12, [17:58:56] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เยี่ยมเลย  [กู้ดครับ!] เดี่ยวถ้ามีเวลาจะเข้าไปเอาบูฟนะครับ (ที่เข้าใจกันผิด ผมเลยอดได้เลย)
wow ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #23 เมื่อ: 08/10/12, [15:02:54] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

สุดยอดเลยครับพี่โรม รออ่านเรื่อยๆ นะครับ
 [เจ๋ง]
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #24 เมื่อ: 08/10/12, [15:59:10] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


กระทู้ต่อมา  มารู้จักกับ ฟรอนโตซ่า ให้แนบแน่น กันไปเลยดีกว่า

 ปลาในตระกูล(Genus)  Cyphotilapia ซึ่งได้ถูกขนานนามว่าเป็น ราชาแห่งทะเลสาบแทนแกนยิกา  
 อยู่ในทวีปแอฟริกา เป็นทะเลสาบน้ำจืดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องครอบคลุมดินแดนดังนี้
1.   ประเทศบุรุนดี อยู่ทางตอนบนของทะเลสาบ
2.   ประเทศคองโก (เดิมชื่อซาอีร์ Zaire)   ทางทิศตะวันตกของทะเลสาบ
3.   ประเทศแทนซาเนีย ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบ
4.   ประเทศแซมเบีย ทางตอนใต้ของทะเลสาบ
ประมาณคร่าว ๆ 45% ของทะเลสาบเป็นดินแดนของชาวคองโก, ในขณะที่ 41% เป็นของแทนซาเนีย
น้ำจากทะเลสาบแทนแกนยิกาไหลลงสู่แม่น้ำคองโกในตอนกลางของแอฟริกา และในที่สุดจะทิ้งลงในมหาสมุทรแอตแลนติกบนชายฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา


Cyphotilapia เป็นชื่อสกุลที่หลายคนไม่ค่อยคุ้นหู แต่ถ้าบอกว่า Frontosa (ฟรอนโตซ่า) รับรองร้อง “อ๋อ” กันทั้งบาง  ปัจจุบันปลาในสกุล Cyphotilapia แบ่งออกเป็น 2 species ได้แก่ Cyphotilapia frontosa และ Cyphotilapia gibberosa
Cyphotilapia frontosa ปัจจุบันใช้เรียกเฉพาะกับ ปลาที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำบริเวณตอนบนของทะเลสาบแทนแกนยิกา ได้แก่ บริเวณประเทศบูรุนดิ ซึ่งมีน่านน้ำที่เกี่ยวข้องได้แก่ คิโกม่า (Kigoma) ,แบงเวย์ (bangwe) และโบวโลมโบโร(boulomboro)  


 ส่วน Cyphotilapia gibberosa  มีนักวิทยาศาสตร์ชื่อ Dr.Takahashi และ Nakaya เป็นชาวญี่ปุ่น  สองคนนี้ค้นพบว่าCyphotilapia gibberosa มีโครงสร้างทางกายภาพต่างจากปลาทางตอนบนจึงได้แยกปลาทั้งสองแหล่งออกเป็นคนละชนิดกัน โดย Frontosa  ใช้เป็นชื่อปลาส่วนบนของทะเลสาบ และ Gibberosa ตามน่านน้ำส่วนล่างของทะเลสาบ  

Frontosa เป็นชื่อเรียกที่ติดปากมานานแล้ว  แม้แต่ผู้ขายปลาจากทั่วโลก ก็ยังใช้คำว่า Cyphotilapia frontosa กับปลาทุกแหล่ง ฉะนั้นจะเรียก Cyphotilapia frontosa ก็ไม่ผิดอะไร แต่ให้รู้จักกับ Cyphotilapia gibberosa  บ้างจะได้ไม่ตกเทรนด์ครับ
Cyphotilapia  เป็นปลาที่สามารถค้นพบได้ทั่วไปในทะเลสาบแทนแกนยิกา  พวกมันอาศัยอยู่ในระดับความลึกตั้งแต่ 10 – 50 เมตร ตามแนวระดับความลึกจะมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกันดังนี้
-   แนวหินในระดับน้ำตื้น (The Shallow Rocky Shore)  อยู่ระดับความลึกประมาณ 20 ฟุต  แหล่งที่อยู่
อาศัยนี้ครอบคลุมพื้นทรายกับก้อนหิน และก้อนกรวด เป็นแหล่งที่มีอาหารในธรรมชาติมากที่สุด จึงเป็นที่ที่มีปลาอาศัยอยู่ชุกชุม  ปลาที่พบเห็นส่วนมากได้แก่  Petrochromis, Altolamprologus และ Cyprichromis เป็นต้น
-   บริเวณหน้าดิน (Benthic Waters) ในบริเวณส่วนที่ลึกของน้ำที่ระดับความลึกระหว่าง 165 และ 500
ฟุต ที่ยังคงมีปริมาณออกซิเจน สามารถพบเห็นปลาจำพวก Benthochromis  tricoti  และเหยื่อขนาดเล็กเช่นแพลงก์ตอน และกุ้งขนาดเล็ก
-   บริเวณพื้นทราย (Sandy bottom) เป็นพื้นที่ที่มีการชะล้างพังทลายมีเวลาล้าน ๆ ปี ส่งผลให้ชั้น
ตะกอนที่อยู่ด้านล่างของทะเลสาบหนาเป็นกิโลเมตร   พื้นทรายประกอบด้วยหินประปราย เป็นที่ราบอยู่ทั่วทะเลสาบ  ปลาที่พบเห็นในบริเวณนี้ ได้แก่ ปลาในสกุล Neolamprologus , Xenotilapia เป็นต้น


 Cyphotilapia  มีขนาดโตเต็มที่ได้ถึง 14 นิ้ว และมีอายุยืนยาวถึง 25 ปี  ลำตัวมีแถบสีดำ 6 แถบ (คิโกม่า มีเจ็ดแถบ) พาดสลับแถบสีขาวคล้าย ๆ แถบบนตัวม้าลาย โดยแถบดำเส้นที่ 1 จะมีลักษณะแตกต่างกันตามแหล่งที่อยู่อาศัย บ้างก็เป็นขีดเส้นตัดตรงพาดจากหน้าผากผ่านตามาที่แก้ม  (Burundi) บ้างก็เป็นลักษณะหน้ากากสามเหลี่ยมครอบบริเวณดวงตา (Cyphotilapia gibberosa  ‘Zaire’) บางชนิดก็เป็นปื้นสีดำข้างแก้ม เหมือนไว้เครา (Cyphotilapia frontosa ‘Kigoma’)  ครีบว่ายจะมีสีฟ้าสว่าง จนถึงม่วงเข้ม บางแหล่งจะมีสีเหลืองปนฟ้าด้วย (Burundi และ Kavala) Cyphotilapia จัดเป็นปลากินเนื้อ อาหารในธรรมชาติของมัน ได้แก่ Cyprichromis leptosoma (เลปโตโซม่า) ซึ่งว่ายรวมกันเป็นฝูงใหญ่ หรือปลาอื่นๆ  ที่มีขนาดเล็ก หรือแม้แต่แมลงหรือหนอนใต้พื้นทราย  

Cyphotilapia มีนิสัยชอบว่ายน้ำกางครีบ ทำตัวนิ่งๆ อยู่ตามแนวหิน ในระดับความลึก 10 เมตรขึ้นไป ปกติมันจะไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปมาแบบไม่จำเป็น  เนื่องจากเป็นประโยชน์ในการประหยัด และสะสมพลังงาน  พวกมันสามารถอดอาหารได้เป็นเดือนโดยไม่ได้กินอะไรเลย  แต่ช่วงเวลาล่าเหยื่อจะว่ายโฉบกินเหยื่ออย่างรวดเร็วแถมตะกละมาก  พวกมันอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นฝูง มีตัวผู้ขนาดใหญ่เป็นจ่าฝูง รายล้อมไปด้วยปลาตัวเมีย และมีปลาตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่ารวมอยู่ในฝูงด้วย  จ่าฝูงมักจะทำตัวให้มีสีเข้มออกดำ ซึ่งอาจจะเป็นการแสดงพฤติกรรมข่มปลาตัวอื่นๆ  จริงแล้ว Cyphotilapia มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ทั่วไปในทะเลสาบแทนแกนยิกา แต่ละแหล่งที่ค้นพบมีโครงสร้างทางกายภาพ และสีสันที่แตกต่างกันไป บทความนี้ผมจะมาแนะนำCyphotilapia ที่พบเห็นได้ทั่วไปและเป็นที่นิยมในตลาดปลาสวยงามกันนะครับ

Cyphotilapia frontosa ‘Burundi’

 เป็นฟรอนโตซ่าชนิดแรก ๆ  ที่ทำให้เราได้รู้จักกับราชาแห่งปลาหมอสี ฟรอนโตซ่า       บูรุนดิ มีลายดำพาดในแนวตั้งทั้งหมด 6 เส้น สลับกับเส้นขาว ครีบหลัง มีสีฟ้าสว่าง รวมถึงส่วนบริเวณหาง และครีบก้นด้วย ขนาดโตเต็มที่ที่ผมเคยเห็นประมาณ 14 นิ้ว   ตัวผู้จะมีโหนกบริเวณหัวที่ใหญ่มาก และใหญ่กว่าปลาจากแหล่งอื่นๆ  ท้องปลาจะเริ่มกิ่ว หลังจะเริ่มโค้งเมื่อปลามีอายุมากขึ้น ถ้าไม่นับเรื่องสีสัน ฟรอนโตซ่าบูรุนดิจัดเป็นฟรอนโตซ่าที่สวยสง่างามที่สุดในบรรดาฟรอนโตซ่าทั้งหมดเลยครับ เมื่อก่อนเห็นมีประกวดปลาสวยงามทีไร ฟรอนโตซ่าบูรุนดิ จะกวาดรางวัลกลับบ้านทุกครั้งไป


Cyphotilapia frontosa ‘Kavala’
เป็นฟรอนโตซ่าอีกชนิดหนึ่ง ที่หน้าตาคล้าย ๆ กับบูรุนดิ  แต่มีความต่างกันที่สีครีบหลัง โดยครีบหลังจะมีสีเหลืองต่างจากบูรุนดิที่ออกเป็นสีฟ้า สถานที่ที่ค้นพบอยู่ในบริเวณ เกาะ  Milima ในระดับความลึกประมาณ 5 – 50 เมตร ปัจจุบันนี้ไม่ได้เห็นตัวเป็นๆ อีกเลย อาจเป็นเพราะมันอยู่ในเขตของประเทศคองโก ซึ่งมีปัญหาทางการเมืองค่อนข้างมาก จึงเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะลงทุนไปจับ
         
Cyphotilapia frontosa ‘Kigoma’

 อยู่ในบริเวณด้านตะวันออกของทะเลสาบ ในดินแดนของ Tanzania  ลักษณะพิเศษไม่เหมือนใครคือ มีแถบดำ ทั้งหมดเจ็ดแถบ  แถบดำเส้นแรก ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรงเหมือน Burundi แต่มีลักษณะเป็นแต้มสีดำบริเวณใต้ตา ปกคลุมแก้มปลาเป็นวงกว้าง ปลามีลักษณะลำตัวค่อนข้างยาว  คลีบหลังมีสีฟ้า และมีสีเหลือง   ปัจจุบัน Cyphotilapia frontosa ‘Kigoma’  มีทั้งปลาจับจากธรรมชาติ และปลาที่เพาะพันธุ์ได้ ให้เลือกซื้อหาได้ไม่ยากนัก


Cyphotilapia gibberosa ‘Mpimbwe’


 อยู่บริเวณ Cape  Mpimbwe ทางตอนล่างของประเทศ Tanzania เป็นปลาที่มีสีฟ้าสว่าง  บริเวณหัวจะมีสีฟ้าเข้ม เมื่อโดนแสงแดด สีฟ้าบนหัวจะประกายสะท้อนแสงสวยงามจับใจ

 ปลาชนิดนี้มีนิสัยค่อนข้างเชื่อง  กินเก่ง และค่อนข้างเกเรเล็กน้อย  เมื่อมีขนาดโตเต็มที่ แถบดำจะค่อย ๆ จางลง จนมีลักษณะเป็นสีฟ้าจาง ๆ ทั้งตัว  แต่บริเวณหัวยังคงมีฟ้าเข้มสวยงามอยู่เช่นเดิม



Cyphotilapia gibberosa  ‘Samazi’

 ปลาชนิดนี้พบได้ทางตอนใต้ของทะเลสาบถัดลงมาจาก Mpimbweอยุ่ในประเทศ  Tanzania  มีสีฟ้าเข้ม ลำตัวหนาสูง โดยเฉพาะโหนกที่หัว จะใหญ่ และชันมาก จึงทำให้ดูแล้วเหมือนปลาตัวสั้น จัดเป็นปลาที่ไม่พบได้บ่อยนักในตลาดปลาสวยงาม จึงเป็นปลาที่นักสะสมปลาต้องการอย่างมาก

Cyphotilapia gibberosa ‘Chatika bright blue’ หรือ ชื่อทางการค้าอีกอย่างจะเรียกว่า Cyphotilapia gibberosa ‘Zambia’

 พบได้บริเวณทางตอนใต้ของทะเลสาบแทนแกนยิกา อยู่ในน่านน้ำของประเทศแซมเบีย  ความโดดเด่นของปลาชนิดนี้คือ ความหนาสูงของลำตัว ลักษณะคล้ายกับปลาจากแหล่ง ‘Samazi’

 แถบดำมี 6 แถบ ดำสนิทตัดกับแถบขาวชัดเจน ครีบหลัง ครีบอก ครีบก้น และหาง มีสีฟ้า เหมือน Mpimbwe  แต่ไม่ฟ้าสว่างเท่า  

Cyphotilapia gibberosa ‘Blue Zaire’

  พบได้ในแถบบริเวณลุ่มน้ำทางตอนใต้ของประเทศคองโก  หลังจากการค้นพบ ของบริษัท แอฟริกัน ไดร์วิ่ง ผู้ได้รับสัมปทานในการจับปลา ณ ตอนนั้น ได้บรรยายถึงความยากลำบากกว่าจะได้ปลาชนิดนี้มาเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก  เนื่องจากปลาชนิดนี้อยู่ในระดับน้ำที่ลึกมาก
<img border="0" src="[url]https://upic.me/i/4q/hr009.jpg">[/url]
  ในการจับปลาต้องเสียเวลาปรับระดับแรงดันน้ำ เพราะการนำปลาที่จับได้จากระดับความลึกมากๆ ขึ้นมาเหนือน้ำแบบฉับพลันจะทำให้ปลาไม่สามารถปรับตัว และตายในที่สุด อีกทั้งประเทศคองโก มีปัญหาทางการเมือง และไร้ซึ่งความปลอดภัย แม้ว่าจะยากลำบาก แต่ไม่มีอะไรที่มนุษย์ทำไม่ได้  ในที่สุดก็เอามันมาส่งขายได้ทั่วโลก  

Blue Zaire  เริ่มเข้ามาในประเทศไทยในช่วง ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากที่เราได้รู้จัก Burundi ,Mpimpwe  และ Zambia มาได้สักพัก  ด้วยความสวยงามทางด้านสีสัน ทำให้ผู้พบเห็นถึงกับตกตะลีงในสีฟ้าที่เข้มจัด มากกว่าปลาทุกแหล่งจับที่ค้นพบ แต่ด้วยราคาที่สูงมาก ทำให้จำกัดผู้เลี้ยงอยู่ในวงแคบ  ปัจจุบัน Blue Zaire   มีราคาที่ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากการจับปลาทำได้ง่ายขึ้น และมีผู้นำเข้ามาเพาะพันธุ์ขายในประเทศหลายราย ทำให้ Blue Zaire   เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และเป็นที่ต้องการของนักเลี้ยงปลาอย่างสูง

Cyphotilapia gibberosa ‘Blue Zaire’

  มีแหล่งจับหลายแหล่ง ได้แก่ Moliro ,Kapampa,Tembwe,Moba ,Kitumba,Mikula  เป็นต้น  Blue Zaire  แต่ละแหล่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก คือ แถบดำเส้นที่ 1 มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมครอบเป็นหน้ากาก ครอบคลุมบริเวณดวงตา ของปลา  ปลาจะมีสีน้ำเงินเข้ม ทั้งหน้า ตามครีบส่วนต่าง ๆ รวมถึงหาง  ตามประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า Blue Zaire  แต่ละแหล่งมีความต่างกันที่รายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่ก็มีจุดสังเกตุในการแยกปลาแต่ละแหล่งดังนี้

Cyphotilapia gibberosa ‘Blue Zaire Kapampa’

 เป็น Blue Zaire  ชนิดแรกๆ ที่เข้ามาในประเทศไทย  ลักษณะเด่นคือ สีฟ้าเข้ม  นิสัยเชื่อง กินเก่ง  บริเวณเกล็ดที่เป็นสีขาวจะเป็นสีขาวมุกไม่มีสีอื่นแซม ตัดกับลายแถบสีดำอย่างชัดเจน                                     
Cyphotilapia gibberosa ‘Blue Zaire Moba’  เป็น Blue Zaire ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เนื่องจากสีของปลาเป็นสีน้ำเงินเข้มอมม่วง บริเวณใบหน้ามีสีน้ำเงินเข้ม บริเวณเกล็ดที่เป็นสีขาวจะมีเหลือบสีฟ้า   เมื่อมองภาพรวมจะพบว่าปลามีสีฟ้าทั้งตัว  Blue Zaire Moba โดยเฉพาะตัวเมียจะอ้วนป้อม อกใหญ่ ทรงจะสั้น กว่า Blue Zaire จากแหล่งอื่น

Cyphotilapia gibberosa ‘Blue Zaire Kitumba’  

เป็น Blue Zaire ที่มีสีน้ำเงินเข้มจนม่วง ด้วยสีที่เข้มจัดของมัน ปลาขนาดใหญ่ที่พบมักจะมีสีม่วงเข้มจนเกือบจะเป็นสีดำ  จึงเหมาะกับการนำมาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่สว่าง เช่นการปูพื้นด้วยทรายขาว หรือปะการัง  

ปัจจุบันนี้ ในตลาดปลาสวยงาม ได้กำเนิดฟรอนโตซ่า สายพันธุ์แปลก ๆ ขึ้น ด้วยการพัฒนาสายพันธุ์ของนักเพาะเลี้ยง มีการตั้งชื่อทางการค้าต่าง ๆ นานา ได้แก่

Copper band Frontosa  จะมีแถบสีแดง 6 แถบ ซึ่งโดยปกติจะเป็นแถบสีดำ  แถบแดงเส้นที่ 1 เป็นเส้นตรงพาดผ่านตั้งแต่หัว ผ่านตาลงมาที่แก้ม โครงสร้างปลาคล้ายกับ Frontosa Burundi  บริเวณขอบของครีบส่วนต่างๆ เป็นสีฟ้า นักเพาะพันธุ์รายใหญ่คือประเทศไต้หวัน  ได้ส่งออก Frontosa Copper band    ออกไปจำหน่ายทั่วโลก และได้รับการตอบรับจากนักเลี้ยงปลาที่ชอบของแปลก

black widow Frontosa หรืออีกชื่อหนึ่งว่า "Panda Frontosa"  ว่ากันว่าเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์จากการคัดเลือกผสมพันธุ์ข้ามสายไปมา จนเกิดผิดเพี้ยนของลวดลายบนตัวปลา จากแถบลายเส้นตรง กลับกลายเป็นลายเลอะเปรอะเปื้อน ไม่ซ้ำใคร แหล่งจำหน่ายใหญ่ ๆ อยู่ที่ประเทศเยอรมัน   

หลังจากที่รู้จัก Cyphotilapia  จากแหล่งต่าง ๆ พอเป็นสังเขปบ้างแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นการแนะนำเรื่องการเลือกซื้อปลาทั้งปลาป่า และปลาเพาะ   หลักในการเลือกซื้อปลานั้นมีดังนี้

1.   สุขภาพ  ไม่ว่าจะเป็นปลาสายพันธุ์ไหนสิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือความแข็งแรง ปลาที่สุขภาพดีจะต้องมีปฎิกิริยาตอบสนองได้ดี  ไม่แยกออกจากฝูง หรือขี้แอบขี้กลัว ไม่นอนก้นพื้นตู้  ไม่หอบ ท้องไม่กิ่ว หรือบวมเป่งจนเกินไป ปลาที่ผอมแต่ท้องป่องอาจเกิดจากร้านขายปลาได้ให้อาหารปลาก่อนที่จะทำการขายปลา ซึ่งถ้ามีการขนย้ายในขณะที่ปลากินเยอะเกินไป อาจทำให้ปลาจุก และตายได้
   ปลาป่า หรือปลาที่จับจากธรรมชาติ นั้นปกติครีบอาจจะมีแตกบ้าง นั่นเป็นเรื่องปกติ สามารถกลับมาสมบูรณ์ได้ไม่นาน  ควรเลือกตัวที่มีปฎิกิริยาตอบสนองดี  ทรงตัวดี    อาการว่ายโหนตัว โยกเยก อาจมีปัญหาเรื่องปลายังไม่สามารถปรับตัวจากแรงดันน้ำได้
   ปลาเพาะ  ปลาที่วางขายส่วนใหญ่ จะมีขนาด 1.5 นิ้วขึ้นไป  ปกติแล้วปลาขนาดเล็ก จะค่อนข้างดูแลยากกว่าปลาใหญ่  ควรพิจารณา ทรงปลา  การทรงตัว จำนวนแถบปลา (ปกติจะมี 6 แถบยกเว้นคิโกม่า มี 7 แถบ)  ความหนาของเส้นดำ ความสมมาตรกันทั้งสองด้าน  และความถูกต้องของสายพันธุ์ สิ่งที่ควรคำนึงมากๆ คือ ปลาที่สวยเกินจริง ประเภทสีเข้มจัด ครีบอกยาวผิดปกติ ผิดธรรมชาติ มีแนวโน้มว่าจะถูกย้อมเร่งสีมา ปลาพวกนี้เหมือนระเบิดเวลาดี ๆ นี่เอง เลี้ยงไปซักพัก จะเริ่มหอบ และทยอยตายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนตัวไหนที่อยู่รอดก็จะโตช้า มีพัฒนาการผิดปกติ

2.    สายพันธุ์  ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว มีแหล่งข้อมูลดี ๆ มากมายให้ค้นหา  ใน
โลกไซเบอร์มีกลุ่มนักเลี้ยงปลาที่รวมตัวกันสร้างสังคม และช่วยเหลือให้คำปรึกษา มีเวปไซท์ ดี ๆ หลายแห่งได้แก่ www.ninekaow.com ห้องปลาหมอสีสายแท้  มีข้อมูลเกี่ยวกับฟรอนโตซ่าดี ๆ มากมายให้ศึกษาเป็นแนวทางก่อนตัดสินใจซื้อปลา ข้อดีคือทำให้เราได้รับปลาที่ถูกต้องตามสายพันธุ์ที่เราต้องการจะเลี้ยงจริงๆ ไม่โดนย้อมแมว


   3. เพศปลา
   การดูเพศปลานั้นสามารถดูได้จากปลาที่มีขนาด 4 นิ้วขึ้นไป  เนื่องจากปลาขนาดเล็ก ลักษณะของรูเพศจะไม่แตกต่างกัน  ปลาที่เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จะสังเกตได้ดังนี้
-   เพศผู้   รูเพศ อยู่ถัดลงมาจากรูขับถ่าย มีลักษณะเป็นวงรียาว มีเดือยเพศยื่นออกมาเล็กน้อย
-   เพศเมีย รูเพศ อยู่ถัดลงมาจากรูขับถ่าย มีลักษณะเป็นวงกลมขนาดใหญ่กว่ารูขับถ่ายชัดเจน
 
นอกจากการแยกเพศด้วยการดูรูเพศแล้ว ยังสามารถดูโครงสร้างปลาได้ แต่ต้องต้องอาศัยความชำนาญ
ของผู้เลือกด้วย  

4. ราคา ของ Cyphotilapia  มีตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่กับ คุณภาพปลา ขนาดของปลา  แหล่งที่มา ชนิดของปลา และความต้องการของตลาด ปัจจุบันราคาโดยรวมนั้นถูกกว่าสมัยก่อน แต่ยังไงก่อนจะซื้อปลา ควรศึกษาราคาในตลาด ณ ปัจจุบัน หรือเลือกซื้อจากร้านขายปลาที่น่าเชื่อถือ
5.  เลือกซื้อปลาป่า และปลาเพาะ
      มีคำถามว่าปลาป่า กับ ปลาเพาะต่างกันยังไง ตามประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า
1.   ปลาป่า ราคาแพงกว่าปลาเพาะ  แน่นอน  เพราะต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
2.   ปลาป่า สวยกว่า ปลาเพาะ   อันนี้จริงแต่ไม่เสมอไป ปลาเพาะบางตัวก็สวยเท่ากับปลาป่า หรือสวยกว่าด้วย
3.   ปลาป่า ไม่มีหลังขาว (whit spot หรือ ฝรั่งกับแขก ชอบเรียกว่า Moon spot)(จุดสีขาวบริเวณหลังปลา บนแถบดำเส้นที่สามหรือสี่)  อันนี้ไม่จริง มีทั้งปลาป่าและปลาเพาะ เพียงแต่เปอร์เซ็นต์หลังขาวของปลาป่า จะมีน้อยกว่าปลาเพาะ และอาการหลังขาวไม่ใช่ความพิการ หรือ โรคของปลา ฉะนั้นเห็นปลาหลังขาว อย่าไปรังเกียจมันหล่ะ

4.   ปลาป่าขี้อาย ตื่นตกใจง่าย กว่าปลาเพาะ  อันนี้จริงครับ เนื่องจากปลาป่าเติบโตในธรรมชาติ กินอาหารด้วยการออกล่าสัตว์ที่เล็กกว่า ในขณะที่มันเป็นผู้ล่า อีกด้านนึงมันก็เป็นผู้ถูกล่าเหมือนกัน ยังมีปลาใหญ่กว่าที่กินเนื้อ ก็จ้องกินมันเหมือนกัน ดังนั้นสัญชาติญาณในการระวังภัยจึงมีสูง พอมาอยู่ในตู้ปลาใบใหญ่ของเราแต่เล็กคับแคบสำหรับมัน  จึงต้องใช้เวลาปรับตัวค่อนข้างมาก
5.   ปลาป่า กินเก่งกว่าปลาเพาะ อันนี้ไม่จริง  ปลาป่าที่กินเก่งกว่าเป็นเพราะโดนจับอดอาหารมาเป็นเวลานานเพื่อความปลอดภัยในการขนส่ง ช่วงแรก ๆ จะกินเก่งมาก กินจนอ้วน พอสักพักจะกินน้อยลงเป็นปกติเหมือนกับปลาเพาะ

สรุปจะเลือกซื้อปลาป่า หรือปลาเพาะ สุดท้ายไปจบที่งบประมาณของแต่ละคน มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย  ใช้จ่ายให้พอเพียงเป็นดีที่สุดครับ

     การเลี้ยงดู
   Cyphotilapia  เป็นปลาสังคม อาศัยรวมอยู่กันเป็นฝูง เป็นปลากินเนื้อ ชอบน้ำสะอาด ดังนั้นสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนการเลี้ยงคือ
1.ขนาดตู้ปลา และจำนวนปลาที่เหมาะสม (Tank and number of fish)
อัตราการเจริญเติบโตของปลาฟรอนโตซ่ามีการเจริญเติบโตในช่วง 1-2 ปีแรก เร็วมาก ภายในสองปี
สามารถโตได้ถึง 4-6 นิ้ว (จากขนาด 1.5 นิ้ว) และจะเติบโตช้าลงเรื่อย ๆ จนบางคนเปลี่ยนชื่อ ฟรอนโตซ่า เป็น ฟรอนโตช้า  ซะเลย  ดังนั้นขนาดตู้ที่เล็กที่สุดที่แนะนำ คือ 48x20x20 นิ้ว เป็นอย่างน้อย  สามารถใส่ฟรอนโตซ่าขนาดเล็ก ได้ 8-10 ตัว และเลี้ยงไปได้อีก 3 ปี หลังจากนั้นควรเปลี่ยนเป็นตู้ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเลือกคัดปลาออกไป ให้เหลือประมาณ 5  - 6  ตัว    ข้อเท็จจริงนั้นไม่มีกฎตายตัวว่าตู้ขนาดเล็กจะต้องใส่ปลาน้อย ตู้ปลาใหญ่จะใส่ปลาได้มาก ยังมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบการกับการพิจารณา ตามหัวข้อที่จะเขียนถัดไป

2.การจัดตู้ (Decoration)
การจัดตู้ที่นิยมคือการปูพื้นด้วยทรายดำ หรือปะการังเบอร์เล็ก(00) ฉากหลังมักจะใช้สีดำ หรือสีน้ำเงิน ถ้าเอาดีกว่านั้นสามารถหาฉากหลังโฟมที่รูปหินผามาตกแต่งได้  เทคนิคในการทำให้ปลาเพาะมีสีเข้ม จะใช้ทรายดำปูพื้น และใช้ฉากหลังดำ หลอดไฟมีหลายยี่ห้อให้เลือกใช้ แต่ที่นิยมกันมากที่สุด คือ Sylvania Aqua star มีอุณหภูมิแสง 10,000 เควิน สีจะออกอมแดงนิดหน่อย  สำหรับปลาป่าซึ่งมีสีเข้มจัดอยู่แล้ว นิยมปูพื้นด้วยประการังขาว หรือทรายทะเล ก็ได้แล้วแต่ความชอบ  การจัดหินตกแต่งตู้ ไม่ควรใช้หินที่มีความแหลมคม เนื่องจากเวลาฟรอนโตซ่าตกใจ อาจจะพุ่งชนกับหิน ถ้าโชคร้ายโดนที่ตาปลา อาจทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นหินที่นำมาตกแต่งควรมีลักษณะกลมมน อย่างเช่นหินแกรนิตเป็นต้น  หรืออาจจะหากระถางต้นไม้มาจัดวางให้ปลาได้แอบบ้าง เพื่อลดความเครียด และปัญหาการกัดกัน

3.   น้ำ  และอุณหภูมิ (Water and Temperature)
   ทะเลสาบแทนแกนยิกามีเสถียรภาพโดดเด่นในเรื่องอุณหภูมิ การระเบิดของภูเขาไฟด้านล่างของ
ทะเลสาบ น้ำในทะเลสาบมีการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในแนวตั้งน้อยมาก ฉะนั้นที่ระดับความลึกเกิน 300 เมตรปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำจึงมีค่อนข้างต่ำ ปลาส่วนใหญ่จึงไม่ได้อาศัยอยู่ในน้ำลึกมากนัก อุณหภูมิด้านล่างทะเลสาบมีความต่างกันไม่เกิน 5 องศาฟาเรนไฮน์  อุณหภูมิพื้นผิวของทะเลสาบแทนแกนยิกาจะอยู่ในช่วง 73-88 °F (23-31 °C) แต่ส่วนมากปลาจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 75-84 °F (24-29 °C) องค์ประกอบทางเคมี น้ำมีความกระด้าง (Water Hardness) ค่อนข้างสูงมาก และ PH ที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ระหว่าง 7.5 - 9.3
   สำหรับนักเลี้ยงปลาทั่วไป น้ำประปาที่ปราศจากคลอลีน ก็เพียงพอสำหรับการดำรงชีพของปลา การปรับค่าน้ำมีผลในเรื่องของสุขภาพปลา และสีสันในระดับหนึ่ง นักเลี้ยงปลาที่ต้องการจริงจังกับค่าน้ำ ถ้าอยากปรับน้ำให้เหมือนกับน้ำในธรรมชาติ ก็สามารถหาซื้อสารเคมีเพื่อปรับน้ำ ซึ่งในปัจจุบันมีสินค้าหลายยี่ห้อมีจำหน่ายซึ่งหาซื้อได้ไม่ยาก
   เรื่องของอุณหภูมิ  ประเทศไทยนั้นเป็นเมืองร้อน  ดังนั้นควรจะหาอุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน ได้แก่พัดลมขนาดเล็ก เป่าผิวน้ำ สามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ประมาณ 1-2 องศาเซียลเซียส   อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับฟรอนโตซ่า อยู่ที่ 25 – 30 องศาเซียลเซียส  และอย่าลืมหาอะไรปิดฝาตู้ด้วยนะครับ เพราะปลาพวกนี้กระโดดเก่ง และลอดรูแม่นด้วย

4.   อัตราส่วนระหว่างเพศผู้และเพศเมีย (sex ratio)
โดยธรรมชาติในฝูงฟรอนโตซ่า จะประกอบไปด้วยเพศผู้ และเพศเมีย ปะปนกันอยู่ โดยมีจ่าฝูงเพศผู้
หนึ่งตัวคอยคุมตัวเมียอีกหลายตัว แต่ก็มีตัวผู้ที่มีขนาดเล็กกว่ารวมอยู่ในฝูงด้วย ดังนั้นอัตราส่วนของเพศปลา จึงไม่มีอะไรตายตัว บางคนเข้าใจว่าเป็นเพราะมีตัวผู้อยู่ในตู้มากไปปลาจึงกัดกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว การกัดกันส่วนใหญ่มักจะเกิดมาจากตัวเมียกัดกับตัวเมียด้วยกันเอง  ปลาแต่ละตัวนิสัยไม่เหมือนกันบางตัวค่อนข้างอารมณ์ร้าย อาจเนื่องมาจากถูกเลี้ยงในช่องฟอร์มขังเดี่ยวมานาน เมื่อมารวมอยู่เป็นกลุ่มจึงมีนิสัยหวงอาณาเขต และก้าวร้าว  ปลาบางตัวก็ขี้อาย พอเห็นคนก็รีบไปมุดแอบอาจะเป็นเพราะอยู่ในสถานะลูกไล่มานาน
 กรณีที่นำปลาตัวใหม่ เข้ามารวมกับปลาเก่าที่มีการรวมฝูงอยู่แล้ว ปกติมักจะโดนจ่าฝูงรับน้อง อาจจะโดนกัดทำร้ายร่างกายบ้าง  ผู้เป็นเจ้าของปลาควรหมั่นสังเกตดูว่าถ้ามันกัดกันแรงเกินไปควรจับพักยกโดยการเอาตัวที่เกเรออกไปสงบสติอารมณ์ และให้โอกาสแก่ตัวอ่อนแอได้ปรับตัวเข้ากับฝูง เมื่อปลาใหม่เริ่มแข็งแรงจึงค่อยนำปลาที่ตักแยกกลับมารวมกันใหม่อีกครั้ง

5.   อาหาร (Foods)
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น Cyphotilapia เป็นปลากินเนื้อ  และกินไม่เรื่องมาก แต่เบื่ออาหารง่าย ผู้เลี้ยง
สามารถใช้ อาหารเม็ด โปรตีนสูงเกิน 38 เปอร์เซ็นต์ แช่น้ำให้นิ่มสักเล็กน้อย ก่อนให้ปลากินจะทำให้กินง่ายขึ้น หรือจะสลับกับอาหารสด ได้แก่ หนอนแดง ไรทะเล เนื้อกุ้ง เป็นต้น
   การให้อาหารแนะนำให้อาหารเพียงวันละครั้งก็เพียงพอ เนื่องจาก Cyphotilapia เป็นปลาที่ชอบอยู่นิ่ง จึงไม่ค่อยได้ใช้พลังงานเท่าไหร่ การที่กินเยอะเกินไปอาจทำให้ปลาป่วย หรืออ้วนเสียทรงได้
   สำหรับปลาเล็ก ขนาด 1.5 -3 นิ้ว  ช่วงนี้จะกินเก่งมาก กินได้ทั้งวัน ผู้เลี้ยงไม่ควรให้อาหารปลามากเกินไป เพราะปลาในวัยนี้ท้องอืดง่ายมาก ควรเลือกใช้อาหารที่ดี แต่ให้เพียงเล็กน้อย ปลาก็จะเจริญเติบโตได้เป็นปกติ

6.   เพื่อนร่วมตู้ (Tank mate) มีหลักในการพิจารณาดังนี้

-   เพื่อนร่วมตู้ควรเป็นปลาที่มาจากทะเลสาบเดียวกัน จะได้หมดปัญหาเรื่องค่าน้ำ ค่าความ
กระด้าง ค่าความเป็นด่าง ถ้าเอา ปลาเทวดาอัลตั้ม หรือปลาหมอแคระ มาเลี้ยงรวม คงไม่เกิน 24 ชั่วโมงได้เก็บศพแน่ ๆ

-   ชนิดอาหาร  ฟรอนโตซ่าเป็นปลากินเนื้อ จึงไม่ควรนำปลาที่กินพืช ได้แก่ โทรเฟียส (Tropheus) มา
เลี้ยงรวมกัน เพราะโทรเฟียสอาจจะท้องอืดตาย หรือไม่ก็จะไปแทะครีบฟรอนจนกุด

-   ลักษณะนิสัย   ฟรอนโตซ่า เป็นปลาที่ชอบลอยตัวอยู่นิ่ง และมักจะอยู่บริเวณพื้นตู้ ไม่ว่ายขึ้นสูง
ดังนั้นจึงควรหาปลาที่มีนิสัยแบบเดียวกันกับฟรอนโตซ่า จะได้ไม่ตกใจหรือเครียด  ได้แก่ Altolamprologus calvus , Altolamprologus compressiceps

-   ขนาดปลา ควรจะมีขนาดเท่ากัน หรือใหญ่กว่าฟรอนโตซ่า จะปลอดภัยที่สุด
ตัวอย่างเช่น ถ้าจะหา Tankmate มาเลี้ยงรวมกับฟรอนโตซ่า ขนาด 1.5 – 2 นื้ว ก็ควรมีขนาดความยาวไม่
น้อยกว่า 1.5 นิ้ว อาจจะเป็น เลปโตโซม่า Cyprichomis leptosoma  ,ปลาในตระกูลหมอหอย (shell dwellers), ปลาตระกูล Featherfins เป็นต้น
   
การเพาะพันธุ์
   เมื่อปลามีอายุประมาณ 4 ปีขึ้นไป จะเริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์  ตัวผู้ที่เป็นจ่าฝูง จะทำการต้อนตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์เข้ามาที่รัง และคอยไล่ปลาตัวอื่นให้ออกไปจากบริเวณนั้น ตัวเมียจะออกไข่ และอมเก็บไว้ในปาก ตัวผู้จะทำการฉีดน้ำเชื้อให้ตัวเมียเก็บน้ำเชื้อเข้าปากเพื่อให้เชื้ออสุจิทำการปฎิสนธิกับไข่   ตัวเมียจะอมไข่โดยไม่กินอะไรเลยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 21 วัน จนลูกปลาไข่ยุบหมด  จึงคายลูกออกมาให้หากินอาหารเอง สำหรับการเพาะพันธุ์ปลาในตู้ปลา และบ่อปลา ปลาจะมีพฤติกรรมไม่ต่างจากธรรมชาติ สามารถผสมพันธุ์เมื่อปลามีความสมบูรณ์ ความยากในการเพาะพันธุ์ ไม่ได้อยู่ที่ปลาไม่ผสมพันธุ์ แต่อยู่ที่ตัวเมียไม่สามารถอมไข่จนพัฒนาเป็นตัว

  มีผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยจะพบว่า ปลาที่เลี้ยงอยู่มีการผสมพันธุ์และตัวเมียจะอมไข่อยู่บ่อย ๆ แต่เวลาผ่านไปแค่ 4-5 วัน ไข่ที่อมไว้กลับหายไปหมด หรือไม่ก็พบว่ามีไข่เน่าอยู่ในปาก สาเหตุหลัก ๆ คือพื้นที่ของบ่อหรือตู้ปลา มีขนาดเล็ก ทำให้ปลาเครียด เนื่องจากต้องอยู่อย่างแออัด รวมถึงมีสิ่งเร้าให้เกิดอาการตกใจ ได้แก่ เสียงดังรบกวน  แสงที่เปลี่ยนแบบฉับพลัน  การให้อาหารปลา ตัวเมียส่วนใหญ่เมื่อเห็นอาหารปลามาตกอยู่ใกล้ ๆ มักจะทนไม่ไหว ผู้เขียนเคยเจอปลาที่บ้าน บ้วนไข่ทิ้งต่อหน้า แล้วรีบไปกินอาหารปลาที่โยนลงไปให้ปลากิน  ดังนั้น บ่อหรือตู้เพาะพันธุ์ควรมีการจัดสถานที่ให้ปลาได้แอบ เช่น กระถางต้นไม้ จะช่วยให้ตัวเมียลดอาการตกใจได้

สำหรับกรณี ไข่เน่า อาจเกิดจากจำนวนตัวเมียมีมากเกินไป ทำให้ตัวผู้ต้องผสมพันธุ์ต่อเนื่อง จนผลิตน้ำเชื้อไม่ทัน หรือน้ำเชื้ออาจไม่แข็งแรงก็เป็นได้ ดังนั้นสัดส่วนที่เหมาะสม ควรอยู่ที่ประมาณ ตัวผู้ 1 ต่อตัวเมีย 3 ตัว  

   การฟักไข่  ระยะปลอดภัยในการง้างปากปลา อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 14 วัน  เพราะปลาจะพัฒนาหัวและหาง จนสามารถขยับเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้บ้างแล้ว นักเพาะพันธุ์บางท่านจะนับวันน้อยกว่านี้ อาจจะ 5 หรือ 7 วัน แล้วแต่เทคนิคของแต่ละคน  
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=jByfw8KkrTA
จากนั้นให้นำมาเป่าด้วยอ๊อกซิเจนหัวทรายในตู้กระจกขนาดเล็ก อาจจะทำหลอดเป่าไข่ (สามารถหาวิธีทำได้ใน Google) ก็ได้ บางฟาร์มจะเอาใข่ใส่ในกระชอน แล้วเปิดอ๊อกซิเจนใต้กระชอน เทคนิคในการฟักไข่ แล้วแต่จะถนัดสามารถเลือกใช้ได้ทุกวิธี
   ลูกปลาที่อยู่ในระหว่างพัฒนาตัวอ่อน ควรรอให้ไข่ยุบให้หมด จึงเริ่มให้อาหาร  อาหารที่อนุบาลได้แก่ ไรจืด หรืออาหารเม็ดแช่น้ำแล้วบี้ให้ละเอียด ก็ได้
<a href="http://www.youtube.com/v/njtm0jl--XE" target="_blank">http://www.youtube.com/v/njtm0jl--XE</a>

   การกินฟรอนโตซ่า

   เห็นชื่อหัวข้อแล้วอย่าเพิ่งหงายหลังกันนะ ฮา.....ฟรอนโตซ่าจริงแล้วไม่ใช่สัตว์เลี้ยง   มันเป็นอาหารของ ชาวแอฟริการพื้นเมืองในบริเวณรอบ ๆ ทะเลสาป   เนื้อมันมีรสชาดดีมาก (เขาว่าอย่างนั้น)

  ผู้เขียนเองก็อยากกิน เผอิญโชคร้าย ปลาที่บ้านน๊อกน้ำ ก็เลยโชคดีที่มีโอกาสได้พิสูจน์กันซะที ว่ามันอร่อยจริง อย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่า ว่าแล้วอาหารมื้อนี้ จึงจัด หนักกับCyphotilapia gibberosa ‘Blue Zaire Moba ปลาป่า  ในสภาพเหงือกแดงสด  ไร้วิญญาณ หมาด ๆ  มาขอดเกล็ด เอาเครื่องในออก  แล้วล้างทำ ความสะอาด  เอามีดหั่นแร่เนื้อเป็นบั้ง  เนื้อมันขาวใส เหมือนปลาทะล  และมีความยืดหยุ่นสูง คือกดลงแล้วเด้งคืนทันที  เป็นเพราะว่ามันสดมาก

  นำปลามาคลุกเกลือและทอด ในน้ำมัน  มันส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่วบริเวณ   เมื่อทอดจนเหลืองกรอบ  จึงเอากระเทียมเจียวมาราดบนตัวปลา และ ทดสอบรสชาด  หลังจากตักเนื้อเข้าปากในคำแรก พบว่าเนื้ออร่อยมาก  เนื้อมันขาวเหนียวนุ่ม  และแน่น  รสชาดคล้ายๆ กับปลาเก๋า  เป็นปลาทอดที่แพงที่สุดที่เคยกิน มา

  เขียนบทความอยู่รู้สึกหิวขึ้นมาเลย 55    เหตุการณ์นี้ เรียกว่าเป็นความบังเอิญดีกว่าครับ ปลาที่เราเลี้ยง เราย่อมรัก  คนเลี้ยงคงไม่มีใครอยากกิน   แต่ผมอยาก   ก็เลยจับกินซะเลย   นี่แน่ะ ๆ

   สุดท้ายนี้  บทความที่เขียนมาเกิดจากประสบการณ์ที่ได้สะสมมา เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน หวังว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ แล้วพบกันกับบทความปลาจากทะเลสาบแทนแกนยิกาในตอนต่อไป  สวัสดีครับ



   

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 09/10/12, [21:53:18] โดย rome »
rome ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #25 เมื่อ: 08/10/12, [16:03:01] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


Cyathopharynx
สวัสดีครับ  หลายเดือนผ่านไปดีใจจัง ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง  บทความที่จะนำเสนอในฉบับนี้ยังคงเป็นปลาจากทะลสาปแทนแกนยิกาอยู่เช่นเดิม ทะเลสาปแทนแกนยิกามีความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย ปลาแต่ละชนิด  ธรรมชาติได้ออกแบบให้มีลักษณะของโครงสร้างที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมกับถิ่นอาศัยในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ 
ปลาอีกตระกูลหนึ่งซึ่งมีความสวยงาม และมีพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่น่าสนใจ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก และถ้าได้มาเจอ ได้ตกหลุมรักกันทุกคนแน่นอน นั่นคือ Cyathopharynx
Cyathopharynx  แบ่งออกเป็นสองสปีชีร์  ได้แก่  furcifer  และ  Foai   จัดเป็นปลาอยู่ในกลุ่มของ  Featherfin   (Cyathopharynx, Ophtalmotilapia, Benthochromis, Cunningtola species)   จุดเด่นของปลาในตระกูลนี้อยู่ที่สีสันอันสวยงาม และพฤติกรรมการสร้างรังเพื่อใช้ในการผสมพันธ์ 
ความแตกต่างของ furcifer  และ  Foai   มีเพียงเล็กน้อย  Cyathopharynx  furcifer  สามารถค้นพบในระดับน้ำที่ตื้นกว่า Cyathopharyn foai     และมีความเข้มสีที่น้อยกว่า Cyathopharyn foai     
  ปลาในตระกูล Cyathopharynx furcifer ("Kipili green","Mbete", "Isanga", "Ruziba", "Kigoma") ส่วนใหญ่บริเวณหน้าผากและปลายครีบก้นจะมีสีเหลือง ลำตัวมีสีเขียว โดยรวมมีสีสว่างกว่า Cyathopharynx foai 
    Cyathopharynx foai  ("Karilani cooper", "Kabogo", "Helembe", "Karilani cooper" ,"Moliro" ) สีสัน ออกไปทางสีโทนเข้ม และจัดจ้าน บางแหล่งแก้มมีสีเหลืองมองแล้วคล้าย  ๆ Cyathopharynx furcifer     ทั้งนี้สามารถค้นพบ Cyathopharynx furcifer  และ Cyathopharyn foai     ในแหล่งน้ำเดียวกันอีกด้วย
Cyathopharynx  ผู้ตัวสามารถเติบโตจนมีขนาดได้ถึง 22 เซนติเมตร และตัวเมียมีขนาดประมาณ 13-14 เซนติเมตร   ลูกปลาที่มีขนาด 1-2 นิ้ว ยังไม่มีสีสันปรากฎให้เห็น หน้าตาจะคล้ายปลาในตระกูล Ophtalmotilapia แยกกันแทบไม่ออก   ปลาตัวผู้เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์จะมีสีสันสวยงาม ครีบส่วนต่างๆจะยาว ดูสง่างาม  ในขณะที่ตัวเมียสีออกเงินขาว ปลายครีบมน ไม่สวยงามเหมือนกับตัวผู้
ในธรรมชาติสามารถพบเห็น Cyathopharynx ตามแนวหินระดับน้ำตื้น(The Shallow Rocky Shore)  อยู่ระดับความลึกประมาณ 3-50 เมตร  แหล่งที่อยู่อาศัยนี้ครอบคลุมพื้นทรายกับก้อนหินและก้อนกรวด เป็นแหล่งที่มีอาหารในธรรมชาติมากที่สุด จึงเป็นที่ที่มีปลาอาศัยอยู่ชุกชุม  ปลาที่พบเห็นส่วนมากได้แก่  Petrochromis, Altolamprologus และ Cyprichromis เป็นต้น
 Cyathopharynx เป็นปลาที่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ตัวผู้จะทำการก่อรัง  โดยการขุดทราย เป็นปล่อง คล้ายปล่องภูเขาไฟ  มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ฟุต   พฤติกรรมมีความก้าวร้าวไม่มาก ส่วนใหญ่จะชอบไล่ปลาอื่น ๆ ที่เข้ามารบกวนรังของมัน  ปลาตัวผู้ที่พร้อมผสมพันธุ์ จะมีสีสันสวยงาม ครีบว่ายส่วนต่าง ๆ จะยาวสลวย มันจะสะบัดตัวเล็กน้อย สั่นหาง โปรยเสน่ห์ เชิญชวนปลาตัวเมียให้เข้ามาวางไข่ที่ปล่อง  ปลาตระกูลนี้เป็นปลาอมไข่   การสืบพันธุ์จะทำในรังของตัวผู้ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อผสมพันธุ์เสร็จ ตัวเมียจะว่ายจากไป 
   การเลี้ยงดูปลาชนิดนี้เป็นเรื่องไม่ยาก แต่ต้องมีความเข้าใจในธรรมชาติของมันก่อน แล้วจึงค่อยปรับวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสม ซึ่งต่อไปนี้ผมจะอธิบายการเตรียมพร้อมในส่วนต่าง ๆ ก่อนที่จะเลี้ยง  มีดังนี้
1.   สิ่งที่แรกที่ต้องมี คือ”การศึกษาหาข้อมูล” ครับ  เห็นปุ๊บชอบปั๊บ มีเงินซื้อเลย   ผลออกมาจบไม่
สวยซักราย  ไม่ว่าปลาจากทะเลสาปแทนแกนยิกา หรือจากแหล่งไหน ๆ ในโลก  ก็ต้องหาอ่านข้อมูลก่อนเสมอ  Cyathopharynx  นั้นเรียกได้ว่าขี้เหร่แต่เกิด หน้าตาอย่างกับปลาซิว  และไม่มีสีสัน ทำให้ดูออกยากว่าเป็นปลาชนิดไหน และมาจากแหล่งที่ใด  ฉะนั้นก่อนจะซื้อ ลองไปค้นหาดูรูปถาม google มีทุกอย่าง
Cyathopharynx  มีหลายแห่งจับ โครงสร้างปลาไม่ต่างกัน แต่ลวดลาย และสีสัน ต่างกันตามแหล่งที่ค้นพบ  ฉะนั้นควรซื้อปลาจากร้านค้าที่เชื่อถือได้ จะดีที่สุด 
2.   สิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ที่ต้องพิจารณาคือขนาดตู้   Cyathopharynx เป็นปลาทำรัง ใช้พื้นที่ก่อ
ปล่องประมาณ  1-2 ฟุต ฉะนั้น ตู้ที่เหมาะสมควรมีขนาด 60*20*20 นิ้ว เป็นอย่างน้อย  และควรปูพื้นด้วยทรายจะดีที่สุด 
3.ในธรรมชาติ น้ำในทะเลสาปแทนแกนยิกา มีเสถียรภาพโดดเด่นในเรื่องอุณหภูมิ    อุณหภูมิพื้นผิวของทะเลสาบแทนแกนยิกาจะอยู่ในช่วง 73-88 ° F (23-31 ° C) แต่ส่วนมากปลาจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 75-84 ° F (24-29 ° C)  องค์ประกอบทางเคมี น้ำมีความกระด้าง(Water Hardness) * ค่อนข้างสูงมาก และ PH ที่เหมาะสมควรอยู่ในช่วงที่เหมาะสม ระหว่าง   7.5 - 9.3 
น้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงควรเป็นน้ำสะอาดปราศการคลอรีน  มีอ๊อกซิเจนละลายในน้ำมาก    ปกติน้ำประปามีค่า PH 7.5-8.2  สามารถนำเอามาเลี้ยงได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าอยากปรับค่าน้ำให้มีค่าเคมีใกล้เคียงกับน้ำในทะเลสาป สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายปลาบางแห่ง   
การจัดตู้ ควรจัดให้มีพื้นที่โล่งด้านใดด้านหนึ่ง ของตู้ เพื่อให้ปลาทำรัง พยายามเลี่ยงอย่าไปจัด
ให้มีพื้นที่โล่งบริเวณกลางตู้  อาจจะมีปัญหาปลาตัวอื่นโดนไล่ไม่มีที่หลบได้      หรืออาจจะจัดตู้โดยวางหินให้ปลามีที่หลบบ้างก็ได้  แต่อย่าจัดให้รกเกินไป เพราะเวลาปลาป่วยมันจะไปแอบทำให้ดูยาก
สำหรับตู้ใหม่ ควรมีการพักน้ำ เพื่อให้ระบบเซตตัวอย่างน้อย 5 วัน และเมื่อเอาปลามาลงใน
ช่วงแรก  ก็ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ในปริมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากระบบยังไม่เข้าที่ น้ำจะเสียง่าย และทำให้ปลาป่วย   จึงควรมีการจัดหาระบบกรองที่เหมาะสมกับจำนวนปลาและขนาดตู้ด้วย      
4.Cyathopharynx  สามารถกินได้ทั้งอาหารเม็ดและอาหารสด  อาจจะให้อาหารสลับกัน
แล้วแต่สะดวก  การให้อาหารมากของเสียจะเกิดมากตามมา และต้องดูแลคุณภาพน้ำให้ดี
5. การสังเกตดูเพศปลา   เมื่อมีขนาด 2.5 – 4 นิ้ว ปลาตัวผู้จะเริ่มมีเหลือบสีปรากฎบนลำตัว
เราสามารถสังเกตุจากการมองเฉียง ๆด้านข้าง หรือสังเกตจากการดูครีบก้นก็ได้ โดยครีบก้นปลาตัวผู้จะแหลม ในขณะที่ตัวเมียจะโค้งมน  ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ไม่สามารถยืนยันเพศได้ 100 เปอร์เซ็นต์เนื่องจากปลาตัวเมียบางตัว ใหญ่จนมีขนาด 5 นิ้ว แล้ว  อยู่ๆก็เริ่มมีสีตามตัว และครีบเริ่มยาว ถ้าจะดูเพศให้แน่นอน วิธีการจับหงายปลาเพื่อดูลักษณะรูเพศ จะไม่มีข้อผิดพลาด
6. ปลาที่พร้อมสืบพันธุ์จะมีอายุตั้งแต่ 10 เดือนขึ้นไป สัดส่วนจำนวนปลาในการเลี้ยงดู
Cyathopharynx ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว แต่ส่วนใหญ่ จะเน้นตัวผู้ให้น้อย ตัวเมียให้เยอะไว้ก่อน ปลาตัวผู้จะใช้พื้นที่ว่างในตู้ ขุดทรายทำเป็นหลุม ปลาจะทำสีเข้มสวยงาม และคอยชักชวนตัวเมียที่พร้อมผสมพันธุ์  ระหว่างนั้นปลาตัวผู้จะคอยไล่ปลาตัวอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากบริเวณหลุมที่มันสร้าง  ตัวเมียจะว่ายเข้าไปในหลุม และทำการเบ่งไข่ออกมาจากรูเพศเก็บไว้ในปากของมัน  ตัวผู้จะว่ายวนรอบตัวเมีย เพื่อฉีดน้ำเชื้อให้ตัวเมีย รับเชื้ออสุจิเข้าไปผสมกับไข่ในปาก   การผสมพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ระหว่างนี้ผู้เลี้ยงสามารถเพลิดเพลิน กับความมหัศจรรย์ได้อย่างเต็มที่เพราะปลามันจะไม่อายครับ มีกล้องก็เอามาถ่ายเล่นได้เลย   
   เมื่อการผสมพันธุ์เสร็จสิ้น ตัวเมียจะทำการอมไข่ เก็บรักษาไข่ไว้ในปาก โดยไม่กินอาหารจนกว่าไข่จะพัฒนาเป็นลูกปลาสมบูรณ์ ซึ่งอาจจะใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน จำนวนไข่อาจจะมีตั้งแต่ 10 -60 ฟองขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของแม่ปลา  ทั้งนี้  ถ้าผู้เลี้ยงมีอุปกรณ์ในการอนุบาลไข่ปลา หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ที่เป่าไข่ (egg thumber)  ก็สามารถนับวันที่แม่ปลาเริ่มอมไข่ ตั้งแต่วันที่ 8 ขึ้นไป ง้างปากแม่ปลาเอาไข่ออกมาเพาะฟักเองได้ จะช่วยให้อัตราการรอดของลูกปลามีจำนวนมากขึ้น
ลูกปลาที่ไข่ยุบหมดแล้ว  ควรแยกเลี้ยงออกจากพ่อแม่  เนื่องจากปลาชนิดนี้ไม่เลี้ยงลูก แต่ยังไม่เคยพบว่ามีการกินกันเอง อาหารที่ใช้เลี้ยง สามารถนำอาหารเม็ด แช่น้ำ แล้วบี้ให้เป็นผง ให้ลูกปลากินในปริมาณน้อย และหมั่นดูแลคุณภาพน้ำให้ดี  เนื่องจากปลาในตอนเล็ก จะติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและตายง่ายมาก จึงควรใส่ใจอาหารกับน้ำ เป็นพิเศษ
   7.  Tank mate  ที่สามารถนำมาเลี้ยงรวมกับปลา Cyathopharynx  ได้แก่ Altolamprologus calvus  , Altolamprologus compressiceps, Cyprichromis leptosome, Cyprichromis Microlepidutus,  Enantiopus melanogenys , Xenotilapia  เป็นต้น สิ่งสำคัญในการนำปลาชนิดอื่นมาเลี้ยงรวมคือขนาดปลา ควรมีขนาดไล่เรี่ยกันไม่ต่างกันมาก และควรเป็นปลาที่กินอาหารประเภทเดียวกัน   
   8. โรคที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ กับ Cyathopharynx  คือ
-  อาการท้องอืด  อาการคือปลาจะไม่กินอาหาร ท้องมีลักษณะบวม  ขี้ปลามีสีขาว  ถ้าพบว่าปลาป่วยในระยะแรก  ๆ  สามารถรักษาได้ โดยใช้ยา metronidazole  ขนาด 200 มิลลกรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร  นำปลาป่วยมาแยกรักษา ในตู้โล่ง เปิดอ๊อกซิเจนเติมอากาศ  ใส่ยาตามจำนวนโดส   เติมยาทุก 24 ชั่วโมง  ช่วง 3 -5 วันแรกไม่ควรเปลี่ยนน้ำ  เพราะตามประสบการณ์ของผู้เลี้ยง ไม่ควรเปลี่ยนน้ำในช่วงปลาป่วย แม้จะไม่มาก จะพบว่าปลาช๊อกตายทันที   เมื่อปลากินอาหารแสดงถึงสัญญาณดีว่ามันหายป่วยแล้ว สามารถเปลี่ยนน้ำปลา ได้เป็นปกติ
-  โรคหัวเป็นรู  อาการคือมีรูเกิดขึ้นบริเวณหัวปลา  ขั้นตอนการรักษาเหมือนกับการรักษาอาการท้องอืด แต่สามารถเปลี่ยนน้ำได้เป็นปกติ
-  โรคหัวเป็นเม็ดสิว  อาการคือมีลักษณะเม็ดสิวสีแดงปูดขึ้นมาบริเวณใบหน้า  หน้าผาก แก้ม หรือบริเวณโคนครีบว่าย  และครีบอก  ตาปลาจะเริ่มโปน  สามารถรักษาได้โดยใช้ Enroflozacin ความเข้มข้น 20 เปอร์เซ็นต์  ปริมาณยา 2.5 ซีซี ต่อน้ำ 100 ลิตร เปลี่ยนน้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ และเติมยาทุกวัน      
   ข้อมูลเบื้องต้นที่ได้กล่าวไปนั้น  หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้ที่สนใจจะเลี้ยง Cyathopharynx    และสามารถชมคลิปวีดีโอได้ใน youtube โดย search ชื่อ pla_baan_rome  ได้ครับ แล้วพบกันใหม่ ในตอนต่อไป

   
   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25/12/13, [00:02:32] โดย rome »
auifish ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #26 เมื่อ: 09/10/12, [00:02:33] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เกิดความอยากเลยครับ. เดี๋ยวงานเข้าที่เข้าทางก่อน เจอกันแน่ครับ. Cyprichromis
bunchai ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #27 เมื่อ: 09/10/12, [00:13:02] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เกิดความอยากเลยครับ. เดี๋ยวงานเข้าที่เข้าทางก่อน เจอกันแน่ครับ. Cyprichromis



มารอ " งานเข้า" ด้วยคน ้hahaha
Klong7 Aquarium ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #28 เมื่อ: 09/10/12, [15:21:41] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

อ่านแล้ว อ่านอีกก็ยังสนุก ได้ความรู้ด้วย
PAOPAO007 ออฟไลน์
Club Member
« ตอบ #29 เมื่อ: 09/10/12, [17:54:52] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เยี่ยม เบย ปลาทอด ตัว ละ หมื่นกว่าๆ
หน้า: 1 2  ทั้งหมด   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: