Groups > ACT : Aquascaper Club of Thailand

ACT5.06: Wongsawan Wetchasit

<< < (3/4) > >>

Near:

--- อ้างจาก: V Aquality ที่ 13/12/2560 [16:53:33] ---เด๋วๆๆๆพี่เปิดกระจกบานหน้าออกหรอ

--- End quote ---

ม่ายบ่อก

Near:
วันนี้พอมีเวลา ก็อยากจะเล่าเรื่องสำคัญที่ได้ยินมาจากมืออาชีพหลายๆ คน นั่นก็คือ
"Mirror Effect"
หรือเงาสะท้อนจากกระจกตู้ด้านข้างนั่นเอง
ซึ่งหากสามารถทำสิ่งดังกล่าวได้ดี ก็จะทำให้ตู้ดูกว้างขึ้น จนอาจเปรียบเสมือนตู้ที่ไม่มีขอบและกว้างไปไม่มีสิ้นสุุดได้ เช่น

ตู้ของ Mr. Long Tran Hoang
World ranking อันดับ 7 จาก IAPLC2016



คราวนี้ ปัญหาคือ
Mirror Effect จะเกิดก็ต่อเมื่อ เราเติมน้ำลงไปในตู้แล้วเท่านั้น
แล้วเราจะทำอย่างไรให้เราสามารถจัดตู้ให้สามารถมี Mirror Effect ที่ดีได้
บางท่าน... มีจินตนาการสูงหน่อย ก็จะสามารถจินตนาการภาพสะท้อนได้ในใจ
แต่บางท่าน... ที่มีข้อจำกัดด้านจินตนาการ เช่น ตัวผมเอง ก็มักจะพบกับปัญหาด้านนี้
ผมจึงจำเป็นต้องหาตัวช่วยในระหว่างขั้นตอนการจัดมัน
วิธีการก็แค่ติดกระจกเงาเข้าไปดื้อๆ นี่แหละครับ ไม่มีอะไรซับซ้อนเป็นพิเศษ ดังภาพ





แม้ว่าอาจจะไม่เหมือนสภาวะจริง 100% แต่ก็สามารถใช้เป็นแนวทางในการวาง Hardscape ได้ไม่น้อย

Near:
วันนี้มีเวลามากพอสมควร
ผมจึงอยากจะเล่าย้อนไปถึงที่มาที่ไปของตู้ใบนี้สักหน่อย ว่าผมจะทำอะไรอย่างไร ด้วยวิธีคิดและการตีความโจทย์อย่างไร

เรื่องก็มีอยู่ว่า หลังจากได้รับโจทย์ว่า "Back to Nature" แล้ว ผมจะทำอะไรดี แว่บแรกที่ผมคิดก็คือ อยากจะทำตู้ในแนว Nature Style สักใบ เพื่อมันย้อนเวลากลับไปในอดีต ตามแนวทางที่คุณลุงอามาโน่ได้สรรค์สร้างไว้

แต่จากการที่ ในช่วงที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเดินทางไปในกิจกรรมไม้น้ำต่างๆ มากพอสมควร ทั้งที่เป็นงานสัมนา งานแข่งขัน งานมีตติ้ง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกงานคือการแลกเปลี่ยน และซึมซับมุมมองจากผู้คนต่างชาติต่างภาษา ทั้งจากระดับอาชีพและสมัครเล่น ทั้งจากเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ระดับตำนาน

ผมจึงเปลี่ยนแปลงแนวคิดไปพอสมควร และกลับมาตีความโจทย์ใหม่อีกครั้ง จนในที่สุดผมจึงได้คำตอบว่า Back to Nature คืออะไร

สำหรับผมแล้ว Back to Nature คือการทำตู้พรรณไม้น้ำให้เหมาะสมกับการที่จะถูกเรียกว่า Nature Aquarium ซึ่งมันคือระบบนิเวศน์เล็กๆ ในตู้กระจกใบหนึ่ง ซึ่งหากตามมุมมองของคุณลุงอามาโน่แล้ว มันคือบ้านของปลา บ้านที่จะทำให้ปลาอยู่อย่างมีความสุขและแสดงความงดงามออกมาได้ดีที่สุดตามแต่ชนิดของมัน

แล้วคำว่าเลย์เอาท์ล่ะ จะต้องเป็นแบบไหน จะต้องเป็น Nature Style ไหม ?
คำตอบคือ ไม่จำเป็น
เพราะไม่ว่าจะสไตล์ไหนก็ตาม หากเป้าประสงค์คือการที่ปลาอยู่แล้วมีความสุข อยู่แล้วสวยงาม นั่นคือเส้นชัยของเรา ดังนั้น ไม่ว่าจะแนวป่า แนวเขา แนวดัทช์ แนวอิวากุมิ หรือแนวใดๆก็ตาม ถ้าเราจัดตู้ออกมาแล้วปลาอยู่อย่างมีความสุขและสวยงามได้ เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

บทสรุป และความท้าทายของผมจึงไปจบลงตรงที่
<Nature Aquaium>
Nature(Atmosphere) + (Fish)Aquarium

ผมจะทำตู้โดยไม่ไปจำกัดตัวเองว่าต้องเป็น Nature Style อีกแล้ว เพียงแต่จะปล่อยไปตามจินตนาการที่จะต้องอยู่ในกรอบของความรู้สึกเป็นธรรมชาติให้ได้ รวมทั้งเป็นตู้ที่ปลาจะอยู่ได้อย่างมีความสุข

นี่คือการเดินทาง Back to Nature(Aquarium) ของผม
จะถูกหรือผิดอย่างไร คงต้องให้เวลาและชิ้นงานเป็นเครื่องตัดสินต่อไป

Near:
หลังจากที่ผมได้แนวทางที่ชัดเจนในใจแล้ว สิ่งที่ผมต้องเริ่มต้นตามแนวทางที่คุณลุงฝากไว้ก็คือ

"Learn from Nature"

ในเมื่อผมเลือกที่จะใช้ Shiratani Unsuikyo เป็นแรงบันดาลใจแล้ว ผมได้เรียนรู้อะไรมาจากมันบ้าง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังบทเรียนต่อไป

เมื่อครั้งที่ผมได้เดินท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะ Yakushima ในป่าต่างๆ นั้น เขาก็จะมีป้ายต่างๆ ที่เล่าเรื่องราวต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้ และเรื่องราวโดยรวมของป่าที่นั่น(ซึ่งผมก็แปลอย่างยากเข็ญด้วยความอ่อนด้อยทางภาษา อาจมีถูกบ้างผิดบ้าง โปรดใช้วิจารณญาณกันด้วยนะครับ) ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ ป่าหลายๆที่บนเกาะ Yakushima เกิดจากการสร้างขึ้นมาใหม่หลังจากเสื่อมโทรมไปด้วยการตัดไม้ไปใช้งานในเมือง



ต้นไม้จำนวนมากที่เราเห็นในปัจจุบันแบบในภาพ ล้วนเกิดมาจากเมล็ดพันธุ์ใหม่ (ทั้งจากการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และการหว่านลงมาเพื่อการฟื้นฟู) แล้วเติบใหญ่เป็นต้นอยู่ได้โดยการยืนต้นอยู่บนซากไม้เก่าที่ตายแล้ว(ทั้งจากการโค่นลงเพื่อนำไม้ไปใช้ประโยชน์ และการล้มลงโดยธรรมชาติ) หรือบนต้นไม้ใหญ่อื่นๆ เพื่อดูดซึมสารอาหารจากซากไม้หรือไม้ใหญ่เหล่านั้น

คราวนี้ สิ่งที่น่าสนใจมากๆก็คือรากที่ชดช้อยสวยงามทั้งของซากไม้ใหญ่ และต้นไม้เล็กๆที่มาอาศัยมันอยู่ ประกอบกับความชื้นของป่าแห่งนี้ ทำให้มีมอสชนิดต่างๆเจริญเติบโตอยู่มากมาย



ต้นไม้ที่ยืนต้นอยู่บนซากไม้เก่าจะไม่แตะอยู่บนพื้น ดังนั้น รากของมัันจะไหลเกาะไปตามผิวของซากไม้ใหญ่ และเมื่อไม่มีอะไรให้เกาะมันก็จะโรยลงตามแรงโน้มถ่วงของโลก เมื่อรากยาวพอที่จะลงสู่พื้น มันก็จะไหลไปตามซอกหินและแผ่ออกไปเพื่อค้ำยันตัวเองไว้อย่างสวยงาม รวมทั้งวิ่งไปหาแหล่งน้ำด้วย

และ หากว่ารากเหล่านั้น อยู่ใต้น้ำล่ะ...
ทำไมผมจึงต้องคิดแบบนั้น ?
นั่นก็เพราะผมอยากจะทำตู้พรรณไม้น้ำไงครับ ผมไม่ได้กำลังจะทำ Model ป่าสักหน่อย

ที่ Yakushima นี้ มีสภาพเป็นเกาะ จึงมีฝนตกชุกพอสมควร จนถึงขนาดก็มีคำพูดติดตลก(หรืออาจจะจริงจังก็ได้) ว่า...
ที่ Yakushima ฝนจะตก 32 วันใน 1 เดือน
ดังนั้นลำธาร Shiratani ก็จะได้รับผลกระทบคือ จะมีช่วงน้ำหลากอยู่เสมอเมื่อฝนตก(แต่ผมยังไม่เจอโหดขนาดนั้นนะ) ซึ่งก็ทำให้ผมสังเกตได้ว่า แนวการไหลของรากไม้ที่อยู่ไม่ไกลจากลำธารมักจะลู่ไปตามแนวของกระแสน้ำ(แม้ว่าตอนที่เห็นจะเป็นสภาพบกก็ตาม) นั่นคือความโชคดีของคนอับจินตนาการอย่างผม ที่ต้องเห็นจึงจะพอเข้าใจได้บ้าง

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งของการร Learn from Nature ของผม
ก่อนที่ผมจะต้องเดินไปสู่บทเรียนที่ยากอย่างยิ่งยวด
นั่นก็คือ...

"Create Nature"



Near:
การ Create Nature ของผมก็คล้ายๆ ท่านอื่นๆคือ เริ่มหยิบจับจากวัสดุที่มีในมือ หรือไปพบเจอแล้วถูกใจ(อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในคอมเมนท์ต้นๆ)
ในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกๆ ที่ผมสร้างชิ้นงานจากการประดิษฐ์ประดอย ตัด/ต่อ/ติด จึงใช้เวลาในการทำงานนานมากๆ เพราะมีเวลาเพียงวันละ 1-2 ชม. ในบางวันของสัปดาห์เท่านั้น
วัสดุที่ใช้ก็จะมี 2 ส่วนคือขอนไม้ และหิน
ส่วนของขอนไม้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าขอนชื่ออะไร มาจากต้นไม้ขนิดไหน ทราบแต่เพียงว่ามันมีรูปร่างที่สวยงามและสามารถเอามาประกอบกันให้สวยงามได้หรือไม่ และน่าจะไม่ผุกร่อนง่ายๆเมื่อลงใต้น้ำ
แต่เนื่องจากเวลาที่มีจำกัด และความขี้เกียจส่วนตัว ผมจึงไม่สนใจที่จะแช่หรือต้มขอน เพราะมองว่าเรื่องที่ขอนจะจมไหม น้ำจะเหลืองไหม และจะมีเมือกไหม ผมถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขได้ในภายหลัง(แต่ถ้าทำได้ก็ควรจะต้มหรือแช่ให้พร้อมใช้งานซะก่อน จะเป็นแนวทางที่ถูกต้องกว่า)

หินที่ใช้ ก็เลือกที่จะใช้ Zenryu Stone เนื่องจากมี Texture และทรวดทรงที่โดดเด่นสวยงาม โดยเฉพาะลายเส้นที่ชัดเจนในแต่ละก้อน โดยที่บางก้อนเส้นใหญ่ บางก้อนเส้นเล็ก ซึ่งจุดนี้จะทำให้เราสามารถเล่นกับ Perspective ด้วยขนาดลายเส้ยของหินได้
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้เส้นของหินในการสร้างความรู้สึกของ Flow ให้กับภาพรวมของชิ้นงานได้ด้วย



หมายเหตุ:
1. เส้นสีเหลืองคือ ลายของเนื้อหินที่ผมตั้งใจวางให้เอียงล้มไปทางซ้ายเพื่อให้เกิด Flow เดียวกัน และใช้ร่องลายขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ร่องลายขนาดเล็กหรือรายที่ละเอียดไว้ด้านหลัง เพื่อให้เกิด Perspective
2. เส้นสีแดงคือ แนวของเส้นนำสายตาที่ซิกแซกไปมาเพื่อสร้างให้ตู้ดูลึกขึ้นกว่าการทำเป็นเส้นตรง และไล่ขนาดความกว้างจากใหญ่ไปเล็กเพื่อให้เกิด Perspective เช่นกัน

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว

Go to full version