วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560 [04:52:07]

พ103 แสงสว่างสำหรับตู้ไม้น้ำ


ก่อนจะอ่านบทความนี้ อย่าลืมอ่าน พ101 พรรณไม้น้ำเบื้องต้น ก่อนนะครับจะได้เข้าใจได้โดยง่าย เพราะบทความนี้จะเริ่มลงลึกเกี่ยวกับระบบไฟในตู้ไม้น้ำแล้ว

เรารู้จากสองบทความก่อนหน้านี้แล้วว่าพืชต้องการแสงเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างแหล่งพลังงานของพืช
แต่แสงแบบไหนล่ะ พืชถึงจะเอามาใช้สังเคราะห์แสง และเจริญเติบโตได้ดีที่สุด

ตอบแบบกวนส้นตีนก็...แสงแดดครับ [mad02] แสงอาทิตย์เป็นแสงที่ดีที่สุดสำหรับพืช

แต่แสงอาทิตย์มันมาบ้างไม่มาบ้าง แถมส่วนมากที่ตั้งตู้ก็ไม่ได้อยู่ในที่ๆมีแสงแดดส่องถึงกันด้วย ผู้เลี้ยงส่วนมากจึงใช้แสงประดิษฐ์จากน้ำมือมนุษย์ หรือแสงจากหลอดไฟครับ ยกเว้นตามฟาร์มที่เพาะต้นไม้น้ำขาย ที่เขาใช้แสงธรรมชาติกัน

แล้วทีนี้ถ้าจะใช้แสงจากหลอดไฟ มันต้องเป็นไฟแบบไหน หลอดแบบไหน ถึงจะใช้ได้ มาดูคุณสมบัติของแสงที่พืชต้องการก่อนแล้วกันครับ

  • ต้องมีความเข้มของแสงต่อพื้นที่ หรือ luminous flux per unit area (Lux) ที่เหมาะสม
  • ต้องมีช่วงคลื่นของแสง (Wave band) อยู่ในช่วงที่เหมาะสม คือประมาณ 400-700 นาโนเมตร
ผมขออนุญาตข้ามไม่ลงรายละเอียดที่ลึกกว่านี้ เพราะจะทำให้สับสนและยาวจนเกินไป โอกาสหน้าจะเขียนเฉพาะเรื่องของแสงเพียวๆอีกทีนะครับ

สรุปสั้นๆ คือไฟหอกอะไรก็ได้ ที่มีความสว่างเพียงพอ และมีช่วงคลื่นแสงตามที่ต้นไม้นั้นต้องการ

ไฟราคะก็ได้ ถ้าแรงพอและช่วงคลื่นแสงได้  ้hahaha

แล้วช่วงคลื่นแสงมันคืออะไร? เรียกง่ายๆ มันคือ สีของแสง ยกตัวอย่างรูปนี้



เห็นกราฟแท่งๆแหลมๆนั่นมะ มันคือกราฟที่บอกว่า แสงที่ได้นี้มีสีอะไรอยู่มากน้อยแค่ไหน

นั่นแหละ ช่วงคลื่นแสง ถ้าสมมุติเรามีสีน้ำอยู่ 7 กระป๋อง 7 สี เอามาผสมกัน

สีแต่ละกระป๋องนั่นแหละ คือ ช่วงคลื่นแสง

เอามาผสมกัน ก็จะได้สีตุ่นๆมากระป๋องใหญ่ป๋องนึง

ก็จะได้สีของแสงที่หลอดนั้นๆ ส่องออกมาได้ (ในที่นี้คือ Sylvania Grolux)

งงอ่ะดิ เพราะฉะนั้น เขาเลยคิดวิธีที่มันง่ายกว่านั้นออกมา ในการดูว่าสีมันเหมาะมั้ย ซึ่งก็คือค่าอุณหภูมิสี

หรือที่เรียกกันว่าค่า K เคๆ นั่นแหละ ถ้าถึงขั้นนี้แล้วยังงง ก็ไม่เป็นไร เอาง่ายๆ

K คือ สี

มันเป็นสีของแสง

ดูรูป



หลอด Philips 865 มีอุณหภูมิสี 6500K ดูตรงแถวกึ่งกลางระหว่างขีด 6000 กะ 7000 แสดงว่า 6500 คือสีขาว ใช่บ่ นั่นแหละ!!



ถ้ายังไม่เข้าใจก็ดูรูปนี้แล้วกัน น่าจะพอเห็นภาพแล้วนะว่าอุณหภูมิสีคืออะไร

สรุปย้ำอีกรอบ

ไฟอะไรก็ได้ ขอให้ความสว่างมากเพียงพอ สเป็กตรัม, อุณหภูมิสีตามที่ต้นไม้ต้องการเท่านั้นแหละโยม




ขีดเส้นใต้คั่นก่อนหนึ่งดอก กันงง

ทีนี้ก็จบเรื่องว่าแสงที่เหมาะสมต้องเป็นยังไงไปแล้ว

เราจะมาหยิบอุปกรณ์ที่จะใช้ส่องแสงกันล่ะ มันจะมีอยู่ไม่กี่แบบ ดังนี้

1. หลอด LED



ภาพโคม LED ของ Chihiros รุ่น A-Serie

หลอด LED หรือ Light-emitting diode หน้าตามันจะประมาณนี้ครับ เป็นเม็ดๆติดกันเป็นแผงๆ



เป็นหลอดชนิดที่นิยมกันอยู่ตอนนี้ เนื่องจาก

  • ลักษณะของหลอดที่ส่องแสงออกมาด้านเดียวไม่เกิน 180 องศา ทำให้แสงไม่กระจายไปนอกตู้มากนัก ไม่สิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ
  • มีขนาดเล็ก สามารถผลิตโคมออกมาเพื่อใส่ในตู้ได้ทุกขนาด แม้แต่ตู้นาโนขนาด 6 นิ้วก็มีโคม LED ขนาดจิ๋วๆใส่
  • ปล่อยความร้อนน้อยกว่าหลอดชนิดอื่นๆ สูญเสียพลังงานน้อย
  • สิ้นเปลืองพลังงานต่ำ ให้ความสว่างได้มากกว่าหลอดชนิดอื่นในขณะที่ใช้พลังงานน้อยกว่า อย่างเช่นโคม LED สำหรับตู้ 24 นิ้ว จะกินไฟประมาณ 40วัตต์ ในขณะที่ถ้าเป็นโคมหลอดฟลูออเรสเซนต์จะต้องใช้ประมาณ 70-80w เพื่อให้ได้ความสว่างเพียงพอสำหรับต้นไม้น้ำ
ด้วยข้อดีเหล่านี้ทำให้หลอด LED นั้นเหมาะกับการใช้งานในตู้ไม้น้ำเป็นอย่างมาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกันคือ

  • ความทนทานในการใช้งานต่ำกว่าหลอดชนิดอื่น (ไม่ใช่อายุการใช้งานนะครับ เป็นความทนทานในสภาวะการใช้งานต่างๆ หรือเรียกว่าไม่ค่อยทนมือทนตีน ว่างั้น [smile01] ) เช่น บางครั้งเวลาทำตก โคม LED ก็อาจจะดับไปเป็นแถบๆได้เลยครับ หรือบางครั้งแค่ตกน้ำก็พังได้ง่ายๆ (โดยเฉพาะตกบ่อยๆ) ในขณะที่โคมหลอดฟลูออเรสเซนต์ส่วนมากเอาขึ้นมาตากให้แห้งก็ใช้ได้
  • เปลี่ยนเฉพาะหลอดยาก (โดยผู้เลี้ยงทั่วไป แต่ถ้าพอบัดกรีเป็นก็ไม่ยากครับ) ถ้าหลอดเสื่อมหรือพังแล้วมักจะต้องเปลี่ยนทั้งโคม อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ของโคม LED เลย แต่โดยส่วนมากก็มักจะไม่เสียเร็วนักหรอกครับ (ถ้าไม่ซวยจัด [lol01] ) พอจะเลี้ยงจนเบื่อไปได้สบายๆ 3-5 ปี
ถึงแม้จะมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่เมื่อเทียบกับหลอดชนิดอื่นๆแล้ว หลอด LED ก็ยังได้เปรียบอยู่มาก ทำให้ตอนนี้เกือบจะเป็นหลอดชนิดเดียวที่มีขายอยู่ในตลาดขณะนี้ และส่วนตัวผมก็แนะนำให้ใช้โคม LED มากกว่า เพราะโคม LED สำหรับไม้น้ำทุกวันนี้มันดีกว่าหลอดชนิดอื่นๆในแทบทุกด้าน ยกเว้นว่าที่บ้านมีโคมชนิดอื่นอยู่แล้วและยังไม่อยากเปลี่ยน ก็ใช้ไปได้ครับ ด้านประสิทธิภาพไม่ต่างกันมากนัก ผลลัพท์ที่ออกมามันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีกเยอะ

2. หลอดฟลูออเรสเซนต์

หรือหลอดนีออนที่ชอบเรียกเรียกๆกันนั่นแหละ (แต่ที่จริงมันไม่ใช่หลอดนีออน อันนั้นเขาเลิกใช้กันตามบ้านทั่วไปไปนานแล้ว)

หลอดชนิดฟลูออเรสเซนต์นี่จะแบ่งย่อยได้อีกหลายอันครับ

1. หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบท่อตรงธรรมดา
หลอดแบบนี้ก็คือหลอดที่เห็นติดตามเพดานตามบ้านนั่นแหละครับ แบบเดียวกัน มีแยกขนาดความสั้นยาวและความอ้วนผอมอีกหลายขนาด

เส้นผ่านศูนย์กลาง หรือความอ้วนของหลอดจะแบ่งรุ่นเป็นขนาดหุน (1/8 นิ้ว) เช่นหลอด T8 ก็จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลอด 8 หุน T10 ก็ 10 หุน
ความยาวของหลอด จะแตกต่างกันตามจำนวนวัตต์ เช่นหลอด 36w ก็จะยาวกว่าหลอด 24w และ 18w

ดูในรูปด้านล่างครับ สองอันล่างคือหลอดฟลูฯตรงธรรมดา
แต่หลอดอันที่ 2 นับจากข้างล่างขึ้นไป มันเรียวๆกว่าอันล่างใช่ไหม?

มันคือหลอดผอมโคตรๆ ที่เรียกว่า T5 (5 คือ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 หุน) อันล่างสุดคือ T8 (8หุน) มันไม่ต่างกันหรอก แค่ T5 มันก็คือหลอดฟลูฯ ที่เขาทำมาให้มันสว่างได้พอๆกะ T8 ในขณะที่กินไฟน้อยกว่าหน่อย เท่านั้นแหละ เหมือนตอนที่เปลี่ยนจากหลอดอ้วน (T10) มาใช้หลอดผอมประหยัดไฟ (T8) ไง (หลอด T5 สามารถใช้วงจร driver ของหลอด T8 ได้แม้ว่าจำนวนวัตต์จะไม่เท่ากัน แต่ต้องเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น ไม่สามารถใช้บัลลาสต์ขดลวด+สตาร์ทเตอร์ได้ ขั้วหลอดจะดำในทันที)


ภาพจาก wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/File:Leuchtstofflampen-chtaube050409.jpg

สองอันบนคือ PL (หลอดฟลูฯพับทบ) สองอันล่างคือฟลูฯธรรมดา ตรงๆ

2. หลอด PL หรือ Parallel Fluorescent หรือหลอดฟลูแบบขนาน (Parallel)
มันคือหลอดฟลูฯแบบตรงๆ ที่เอามาพับทบกัน เท่านั้นแหละ อาจจะพับสองทบ สามสี่ทบ ก็เหมือนๆกัน ดูในรูปด้านบน สองอันบนน่ะครับ PL
หลอดแบบนี้จะต้องใช้วงจร Driver หรือบัลลาสต์ โดยใช้ได้ทั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์และแบบขดลวด และใช้วงจรชนิดเดียวกับแบบหลอดตรงๆครับ ใช้แทนกันได้เลยถ้าจำนวนวัตต์ตรงกัน

3. หลอด Compact Fluorescent Lamp หรือหลอด CFL
พวกนี้คือหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ทำมาเพื่อให้ใช้งานง่าย โดยรวมวงจรที่ใช้ควบคุมหลอดเข้าไปอยู่ในตัวหลอดเลย โดยอาจจะรวมเข้าไปบางส่วน และยังต้องใช้บัลลาสต์ช่วย หรืออาจจะรวมเข้าไปทั้งหมดเลย แค่เอาเสียบไปที่ขั้วก็ใช้งานได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์อย่างอื่นอีก รวมถึงทำมาเพื่อให้มีขนาดเล็ก




ตัวอย่างหลอด CFL ที่คุ้นกันดีคือแบบขั้ว E27 หรือขั้ว Edison ขนาด 27mm ใช้ตามบ้านทั่วไปแทนหลอดไส้แบบเก๊าเก่า (เด็กๆสมัยนี้อาจจะไม่รู้จักกันแล้วมั้ง)

หลอดแบบนี้ทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้ดีนะครับ โดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มและใช้ตู้ขนาดไม่ใหญ่นัก อย่างเช่นตู้เล็กๆขนาดไม่เกิน 10 นิ้วนี่ก็ใช้หลอด CFL สัก 18-25w ได้เลย จะเสียบกับโคมอ่านหนังสือที่มีอยู่แล้วหรือโคมไฟแบบหนีบก็ได้ครับ ขอให้เอามันส่องลงตู้แล้วไม่หล่นน้ำก็เป็นอันใช้ได้

นอกจากนี้ก็ยังมีประเภทหลอดที่เป็นซับย่อยๆของแต่ละชนิดอีกอันนึง คือ หลอดชนิด HO ครับ
หลอด HO หรือย่อมาจาก High-Output มันก็คือหลอดฟลูนั่นแหละ อาจจะเป็นแบบตรงๆธรรมดาหรือแบบ PL ก็ได้ทั้งนั้น
แต่เขาทำมาแบบใช้กำลังไฟสูงกว่าปกติ กินไฟเยอะกว่า ร้อนกว่า สว่างกว่าหลอดปกติ เรียกง่ายๆว่าหลอดบ้าพลัง

อย่างเช่นหลอดฟลู T5 สำหรับตู้ 36 นิ้วแบบธรรมดา หลอดนึงจะใช้กำลังไฟ 14w
แต่ถ้าเป็นหลอด T5HO จะใช้กำลังไฟถึง 24W ซึ่งแน่นอนว่าจะสว่างกว่า แต่ก็ร้อนกว่าด้วยเหมือนกัน

จบเรื่องแยกชนิดและพื้นฐานของหลอดฟลูแต่เท่านี้ดีกว่า เดี๋ยวจะมึนกันไปใหญ่ ผมเขียนเองยังมึนเองเลย
หลอดฟลูออเรสเซนต์เป็นหลอดที่นิยมใช้กันในช่วงก่อนหน้ายุค LED จะบูม ถึงแม้ตอนนี้ความนิยมจะลดลงไปมาก แต่หลอดฟลูก็มีลักษณะเฉพาะสำคัญที่ทำให้เหมาะกับการใช้งานในบางตู้เหมือนกันนะครับ เพราะว่าหลอดราคาถูกหาซื้อได้ง่าย หลอดฟลู T5 หรือ T8 ขนาด 36W แบบธรรมดาที่ใช้กันตามบ้านทั่วไป 6500K จะมีราคาประมาณ 60-100 บาทต่อหลอดเท่านั้น ทั้งรางเลยก็ 250-350 ถ้าเป็นหลอด CFL ก็ 50-250บ. แล้วแต่วัตต์ แถมยังหาซื้อได้ง่ายตามต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกล ทำให้เหมาะกับหลายๆคนที่ไม่สะดวกในการหาซื้ออุปกรณ์เฉพาะทางในการเลี้ยงไม้น้ำอย่างพวกโคมเฉพาะสำหรับตู้ปลา เพราะสามารถติดตั้งไฟได้เอง ขอแค่มีหัวทางช่างสักเล็กน้อย และไม่ต้องกลัวว่าจะใช้เลี้ยงไม่ได้ครับ เซียนไม้น้ำรุ่นก่อนๆเขาก็ใช้หลอดประเภทนี้เลี้ยงกันได้งามๆ



3. หลอดเมทัล-ฮาไลด์


รูปโคมเมทัล-ฮาไลด์


ภาพจาก wikipedia http://en.wikipedia.org/wiki/File:150_Watt_Metal_Halide.jpg

รูปหลอดเมทัล-ฮาไลด์

ต่อไปนี้ขอเรียกสั้นๆว่า หลอด MH ละกัน

มันคือหลอดที่มักจะอยู่ในโคมแบบที่เอาไว้ส่องป้ายโฆษณาตามทางด่วนนั่นแหละ บางคนอาจจะเรียกว่าโคมสปอทไลท์ ก็ได้อยู่นะ
เพียงแต่หลอดที่ใช้กับไม้น้ำได้ แสงที่มันออกมามันจะมีสีขาว อุณหภูมิสีอยู่แถวๆ 4200-6500K ไม่ใช่สีส้มๆแบบไฟส่องป้ายส่องถนน

ไอ้โคมส่องป้ายแบบหลอดส้มๆ ต้นไม้ไม่โตเด้อ

ในการใช้งานจะต้องใช้ร่วมกับวงจร Driver เหมือนกับหลอดฟลู คือต้องมีบัลลาสต์ + Igniter หรือเป็นวงจร driver แบบ อิเล็กทรอนิกส์
ข้อดีหลักๆของหลอด MH คือเป็นหลอดที่ให้แสงได้ใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์มากที่สุด ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีแทบทุกชนิด และยังให้แสงในตู้ได้สวยงาม มีคอนทราสหรือความตัดกันของแสงและเงาชัด โดยเฉพาะเมื่อแสงจากหลอด MH สะท้อนผิวน้ำที่เป็นคลื่น จะเกิดริ้วแสงสะท้อนเป็นลำลงมาในตู้เหมือนแสงแดดในธรรมชาติเด๊ะๆ


ดูแสงเงาที่พื้นกรวดด้านล่าง จะเห็นว่าตัดกันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งหลอดชนิดอื่นๆจะทำไม่ได้ดีเท่า MH ยกเว้น LED ชนิดที่เป็นหลอดเดียว ซึ่งแม้จะให้แสงได้คมเหมือนกัน แต่ผมยังไม่เห็นโคมแบบนี้ที่มีขายในตลาดที่ใช้เลี้ยงไม้ได้ดี


เห็นลำแสงเฮ้ากวงมาเป็นริ้วๆ ซึ่งอีแสงนี่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะชอบนะ บางคนก็ชอบแสงนุ่มๆจากโคม LED แผงๆหรือโคมหลอดฟลูออเรสเซนต์มากกว่า

แต่โคม MH ก็มีข้อเสียใหญ่หลวงคือมันร้อนมากๆครับ ร้อนแบบเอากล่องข้าวเซเว่นไปวางอุ่นหลังโคมได้เลย ทำให้ไม่เหมาะกับบ้านที่ค่อนข้างปิดทึบหรือห้องแอร์เอามากๆ แล้วก็มักจะมีปัญหากับบ้านที่ไฟตกบ่อยๆ เพราะหลอด MH จะปิดเปิดทันทีไม่ได้เหมือนหลอดอื่นๆครับ จะต้องใช้เวลาอุ่นหลอด ถ้าไปฝืนเปิดปิดเร็วๆจะทำให้หลอดพังได้ครับ ทำให้บัลลาสต์ส่วนมากจะมีการหน่วงเวลาเอาไว้ เวลาที่ไฟดับหลอดก็จะใช้ระยะเวลานึงถึงจะเปิดกลับมาเหมือนเดิม เหมือนแอร์บ้านและตู้แช่ก็จะมีระบบคล้ายๆแบบนี้อยู่เช่นกัน

โคมและหลอด MH ทุกวันนี้ก็ยังหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงไม้น้ำทั่วไปครับ แต่อาจจะเริ่มหายากหน่อยแล้ว



ก็มีอยู่สามแบบหลักๆนี่แหละครับ ชอบแบบไหนก็เลือกเอาละกัน

แล้วต้องใช้ไฟเท่าไหร่ กี่หลอด? กี่โคม?

ก็มีวิธีคำนวณง่ายๆอยู่ครับ คือถ้าเป็นหลอดฟลูฯหรือ MH ก็ใช้ไฟ 0.7 วัตต์ต่อน้ำ 1 ลิตร คือปริมาณที่เเลี้ยงต้นไม้ได้เกือบทุกชนิด

เช่นตู้มีปริมาตรน้ำ 80 ลิตร 80*0.7 = 56w

ก็หาโคมที่มีขนาดวัตต์รวมใกล้เคียงประมาณนี้ครับ หรือถ้าก็เอารวมกันแล้วให้ได้จำนวนวัตต์ใกล้เคียงเป็นอันใช้ได้

แต่ถ้าเป็น LED ก็ใช้ 0.5 วัตต์ต่อน้ำ 1 ลิตรก็พอครับ เพราะมันสว่างกว่า

เช่นตู้มีปริมาตรน้ำ 80 ลิตร 80*0.5 = 40w

ก็ใช้โคม LED ที่กำลังไฟแถวๆ 40w ก็พอ

ทั้งหมดนี้คือค่าประมาณคร่าวๆ อาจจะใช้มากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้ การเลี้ยงจริงมีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาอีกครับ เช่น ชนิดของต้นไม้ ความสูงของต้นไม้
 ความสูงของตู้ ระยะห่างจากโคมถึงผิวน้ำ ฯลฯ

ถ้ายังงงอยู่ก็ไปเดินเล่นที่จตุจักร ถามร้านที่ดูน่าเชื่อถือและที่ตู้ของร้านเขาสวยๆ ที่ขนาดใกล้เคียงกะของเรา ตู้ไหนเราถูกใจ ถามเลย อันนี้ไฟอะไร จัดมาหนึ่ง!!!



จะเอาแล้ว ซื้อที่ไหนดี?

มีให้เลือกเยอะสุดก็จตุจักร หรือจตุจักร 2 มีนบุรี สนามหลวง 2 ใกล้ที่ไหนไปที่นั่น

ร้านไหนดี?

เดินหาเอามั่งสิว้อย!!! [rage02]

ขี้เกียจไปอ่ะ เจเจมันร้อน

ในเจเจมอลล์ก็มีร้านติดแอร์เย็นๆ ไม่ต้องลงมาเดินเหยียบดินทราย หรือจะสั่งกะร้านออนไลน์ก็ได้ หาดู ในเฟซบุ๊คก็มีเยอะแยะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/05/2560 [15:52:16] โดย บัง »