บอร์ดเก่านี้ "ปิด" แล้วนะครับ ไม่สามารถโพสได้ ตอนนี้ย้ายไปใช้บอร์ดระบบใหม่แล้ว

สมาชิกเก่าที่ล็อกอินล่าสุดไม่เกิน 1 ปี สามารถใช้ username และ password เก่าล็อกอินได้เลย ไม่ต้องสมัครใหม่

<< คลิ๊กที่นี่เพื่อไปบ้านใหม่ได้เลย >> หรือเข้าไปที่ https://aqua.c1ub.net/home
Aqua.c1ub.net
*
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป
กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน




ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
  Sat 20/Jan/2018
Loading
หน้า: 1   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: บทความดีๆ อาหารปลาสวยงามครับ  (อ่าน 4407 ครั้ง)
ณ~ใชเหมี่ยง ออฟไลน์
Club Champion
ณ~ใชเหมี่ยง ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)
เหรียญอาญาสิทธิแพะแพนด้า
....MP CR 327....
 
« เมื่อ: 05/02/09, [00:43:50] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

พอดีไปเจอมานะครับเลยเอามาแบ่งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ

                    อาหารเป็นปัจจัยหลักของสิ่งมีชีวิต    คนและสัตว์ทุกชนิดมีความต้องการอาหารเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน   โดยอาหารที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับชนิดของสัตว์   จะช่วยให้สัตว์นั้นมีการเจริญเติบโตตามธรรมชาติได้ดี   ปัจจุบันอาหารสัตว์น้ำถือได้ว่ามีการพัฒนาและมีความสำคัญทางด้านธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง   โดยเฉพาะอาหารปลาสวยงามจะมีความหลากหลาย มากกว่าอาหารสัตว์น้ำประเภทอื่น   เพราะลักษณะการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่แคบๆ   สภาพแวดล้อมไม่เหมือนธรรมชาติ   โดยเฉพาะในเรื่องของการได้รับแสงแดดค่อนข้างน้อย   การขาดดินและขาดอาหารธรรมชาติ   ทำให้อาหารจำเป็นต้องมีส่วนประกอบต่างๆครบถ้วน   ตั้งแต่สารอาหาร   เกลือแร่   และไวตามิน   อีกทั้งยังต้องมีขนาดที่เหมาะสมที่ปลาจะกินได้   ไม่จมตัวง่าย   ไม่ทำให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงเร็ว  รวมทั้งปลาสามารถย่อยและใช้ประโยชน์จากอาหารชนิดนั้นได้ดี   นอกจากนั้นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงยังมีความหลากหลาย  ทั้งในเรื่องของนิสัยการกินอาหาร     และขนาดของปลา      จึงทำให้มีรูปแบบของอาหารปลา สวยงามออกมาหลายชนิด   และค่อนข้างมีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับอาหารสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ

                  อาหารสัตว์น้ำโดยทั่วไปแบ่งเป็น  2  ประเภท คือ
                  1.  อาหารสำเร็จรูป
                  2.  อาหารธรรมชาติ
 
                  1 อาหารสำเร็จรูป
                     ปัจจุบันอาหารสำเร็จรูปมีความสำคัญควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลาสวยงาม   เพราะเมื่อมีการซื้อปลาสวยงามเมื่อใดก็จำเป็นต้องซื้ออาหารสำหรับเลี้ยงปลาสวยงามด้วย   และเนื่องจากอาหารปลาสวยงามมีราคาค่อนข้างสูง   จึงทำให้มีการแข่งขันพัฒนาอาหารสำเร็จรูปชนิดต่างๆออกมาหลายชนิด   โดยส่วนใหญ่จะเน้นคุณภาพเกี่ยวกับการเร่งสีของปลา   คือทำให้ปลามีสีสันสดใส   การสร้างวุ้น   และยังมีการเน้นเจาะจงใช้เลี้ยงเฉพาะกลุ่มปลาหรือชนิดปลา   เช่น  เลี้ยงกลุ่มปลา Tetra   และ  Danio   ได้แก่พวกปลานีออน   และปลาซิว   กลุ่มปลา Cichlid ได้แก่ พวกปลาหมอ   ยิ่งระบุมีความเจาะจงและเน้นคุณภาพพิเศษต่างๆมากเท่าใด   ก็จะยิ่งทำให้อาหารชนิดนั้นมีราคาสูงขึ้น   ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงราคาของอาหารปลาสวยงามที่จำหน่ายกันในปัจจุบัน   จะพบว่ามีราคาแพงที่สุดในบรรดาอาหารสัตว์ที่จำหน่ายกันอยู่  เช่น  อาหารปลา Tetra ราคาซองละ  180.00  บาท  มีน้ำหนักเพียง  100  กรัม   คิดเป็นราคากิโลกรัมละ  1,800.00  บาท   อาหารปลาทองชนิดเร่งสีและวุ้น  ราคาซองละ  60.00  บาท   มีน้ำหนัก  100  กรัม   คิดเป็นราคากิโลกรัมละ  600.00  บาท   อาหารปลาสวยงามที่จัดว่ามีราคาถูก   จะราคาซองละ  10.00 - 12.00  บาท   มีน้ำหนัก  100  กรัมเช่นกัน   ซึงเมื่อคิดราคาต่อกิโลกรัมจะมีราคาถึง  100.00 - 120.00  บาท   ก็ยังคงมีราคาแพงกว่าอาหารสัตว์อื่นๆเช่นกัน



                                                              ภาพที่ 1  ลักษณะอาหารปลาสวยงามแบบต่างๆ

                   ชนิดของอาหารสำเร็จรูปของปลาสวยงามที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดมีอยู่  3  ประเภท

                   1.1 อาหารเม็ดจมน้ำ  อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับปลาสวยงามที่หากินอาหารตามพื้นก้นตู้เช่นปลาหมู   ปลาปล้องอ้อย   ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้เพราะปลากินไม่ทัน   อาหารจะตกค้างลงในวัสดุกรองมาก   มักมีปัญหาเรื่องน้ำเน่าเสีย

                   1.2 อาหารเม็ดลอยน้ำ  อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับปลาทุกประเภท   มักมีคุณสมบัติลอยตัวอยู่ผิวน้ำได้ประมาณ  3 - 5 ชั่วโมง  แล้วแต่ชนิดอาหาร   ทำให้ปลากินอาหารได้ดี   และผู้เลี้ยงสังเกตุได้ว่าให้อาหารพอเพียงหรือไม่   ปัจจุบันจึงมักผลิตเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำ

                   1.3 อาหารผง   อาหารชนิดนี้เหมาะสำหรับใช้อนุบาลลูกปลา   มีลักษณะเป็นผงละเอียด   อาจให้กระจายตัวที่ผิวน้ำหรือผสมน้ำหมาดๆปั้นเป็นก้อนก็ได้   โดยถ้าเป็นลูกปลากินพืช   เช่น  ลูกปลาตะเพียนทอง   ลูกปลาทอง  และลูกปลาคาร์พ   ควรให้กระจายตัวที่ผิวน้ำ   แต่ถ้าเป็นลูกปลากินเนื้อ  เช่น  ลูกปลาแขยง   และลูกปลาดุก   ควรปั้นก้อนให้   อาหารชนิดนี้จำเป็นสำหรับผู้ เลี้ยงปลาสวยงามที่ผลิตลูกปลาออก จำหน่าย                                                                                                                                 

                    2 อาหารธรรมชาติ

                    เป็นอาหารที่มีชีวิต   ปกติสามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   แต่ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงอาหารธรรมชาติเหล่านี้   เพราะมีความต้องการในปริมาณค่อนข้างมากและสม่ำเสมอ   จัดเป็นอาหารที่มีประโยชน์และมีความสำคัญต่อธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามในปัจจุบัน   ถึงแม้ว่าอาหารสำเร็จรูปจะมามีบทบาทมากขึ้นและได้รับความนิยมค่อนข้างมาก   ตามที่ได้กล่าวไปแล้วก็ตามที   แต่ก็ยังมีผู้เลี้ยงปลาสวยงามอีกเป็นจำนวนมาก   ที่ยังนิยมใช้อาหารมีชีวิตหรืออาหารธรรมชาติเป็นอาหารปลา   เพราะเชื่อว่าปลาจะมีสุขภาพดีและมีสีสันสดใสกว่าการใช้อาหารสมทบ   และน้ำจะมีการสะสมของสิ่งหมักหมมน้อยลง   นอกจากนั้นอาหารมีชีวิตบางชนิดยังมีความจำเป็นในการใช้อนุบาลลูกปลา   ช่วยให้ลูกปลามีอัตรารอดสูงและเจริญเติบโตรวดเร็วมาก   นอกจากนั้นอาหารมีชีวิตบางชนิดยังสามารถส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้ง่าย   ทั้งเพื่อนำไปใช้เลี้ยงปลาสวยงาม   และเพื่อใช้ผสมเป็นส่วนประกอบของอาหารสำเร็จรูป   นับว่าอาหารธรรมชาติยังมีความจำเป็นในธุรกิจการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

                  อาหารธรรมชาติที่สำคัญได้แก่
                  2.1 ไดอะตอม  และ  ยูกลีนา   เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น   พบได้หนาแน่นตามบ่อเลี้ยงปลาที่มีการให้อาหารอย่างเต็มที่   โดยจะขึ้นเป็นฝ้าสีน้ำตาลแกมเขียว   แต่ถ้าได้รับแสงแดดจัดๆจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง   แล้วถูกลมพัดไปหนาแน่นอยู่ตามริมบ่อทางท้ายลม   มีประโยชน์สำหรับใช้อนุบาลลูกปลาที่ค่อนข้างมีขนาดเล็กมากๆ   เช่นลูกปลาตะเพียนทอง   ลูกปลาม้าลาย   ลูกปลากระดี่แคระ   ลูกปลากัด   และลูกปลาซิวต่างๆ   ซึ่งในช่วงที่ลูกปลาออกจากไข่ใหม่ๆในระยะ  2 - 3 วันแรก   จะยังไม่สามารถกินไข่แดงหรือไรน้ำชนิดต่างๆได้   ควรตักฝ้าน้ำซึ่งจะมีไดอะตอมและยูกลีนาอยู่มากมาให้ลูกปลากิน   โดยเทผ่านกระชอนผ้าขาวบางเพื่อให้มีการกระจายตัว   และป้องกันศัตรูของลูกปลาจะลงไปในบ่อได้   ให้กินอยู่ประมาณ  2 - 3  วัน  ลูกปลาจะเติบโตขึ้นจนสามารถกินไรชนิดอื่นหรืออาหารผงต่อไป   ก็จะทำให้ลูกปลาแข็งแรงและมีอัตราการรอดมาก
          2.2 ไรแดง   เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่พอจะสังเกตุเห็นด้วยตาเปล่า   เพราะมีขนาดประมาณ  1.2  มิลลิเมตร   จัดเป็นแพลงตอนสัตว์   ในธรรมชาติมักพบตามแหล่งน้ำที่เริ่มเน่าเสีย   และมีจุลินทรีย์มาก   เป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับอนุบาลลูกปลา   และเลี้ยงปลาสวยงามที่มีขนาดเล็ก   เช่นปลาม้าลาย   ปลานีออน   ปลาซิวข้างขวาน   ปลาสอด   และปลาหางนกยูง
         
          2.3 ลูกน้ำ  เป็นตัวอ่อนของยุงซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี   เป็นอาหารธรรมชาติที่ได้รับความนิยมใช้เลี้ยงปลาสวยงามมานาน   จะพบได้มากตามแหล่งน้ำเน่าเสีย   และตามแหล่งน้ำขัง   ปัจจุบันยังมีความจำเป็นใช้เลี้ยงปลาบางชนิด   เช่น  ปลากัด   ปลาปอมปาดัวร์
         
          2.4 หนอนแดง  เป็นตัวอ่อนของริ้นน้ำจืด   ลักษณะคล้ายลูกน้ำแต่ตัวมีสีแดงสด   และมักสร้างปลอกอยู่ตามพื้นก้นบ่อ   พบได้ทั่วไปตามแหล่งที่มีน้ำขัง   เป็นอาหารที่มีคุณค่า   ที่ได้รับความนิยมใช้เลี้ยงปลาสวยงามทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
         
          2.5 อาร์ทีเมีย   เป็นไรน้ำเค็ม   ปกติพบตามทะเลสาบน้ำเค็มที่มีความเค็มค่อนข้างสูง   จนไม่มีสัตว์น้ำประเภทอื่นอาศัยอยู่ได้   ตัวอ่อนจะมีขนาดประมาณ  0.3  มิลลิเมตร  มีความสำคัญสำหรับการใช้อนุบาลลูกปลา   แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ  1.2  เซ็นติเมตร  เหมาะสำหรับใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาสวยงามได้ดี   นอกจากนั้นในช่วงฤดูแล้งซึ่งน้ำจะมีความเค็มสูงมาก   อาร์ทีเมียจะปล่อยไข่ที่มีตัวอ่อนอยู่ภายใน   โดยไข่จะลอยเป็นแพอยู่ตามผิวน้ำ  สามารถรวบรวมไข่ดังกล่าวมาอบแห้งเก็บไว้   เมื่อต้องการใช้ก็นำมาฟักตัวในน้ำทะเลปกติหรือน้ำที่มีความเค็ม 30 ppt  ใช้เวลาประมาณ  24  ชั่วโมงตัวอ่อนจะฟักตัวออกมา   จึงเป็นอาหารธรรมชาติที่สามารถเพาะให้ได้ในปริมาณมากตามที่ต้องการ   และในเวลาที่ต้องการได้ดีที่สุด   ทำให้เป็นอาหารธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อธุรกิจการประมงมากที่สุด
                ปัจจุบันมีการศึกษาและวิจัย   จนสามารถดำเนินการเพาะเลี้ยงอาหารธรรมชาติที่สำคัญได้หลายชนิด   จัดได้ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับการเลี้ยงปลาสวยงามและเป็นการส่งเสริมอาชีพทางการประมงด้วย

                   3 เทคนิคการเพาะเลี้ยงและการใช้ไรแดง      
                ไรแดงเป็นอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการอนุบาลลูกปลาวัยอ่อน   และในธุรกิจการเลี้ยงปลาสวยงาม   เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงทำให้ลูกปลาเจริญเติบโตรวดเร็วมาก   และมีอัตราการรอดสูง   มีความสำคัญสำหรับผู้เพาะเลี้ยงปลากัด   ปลาปอมปาดัวร์   ปลาเทวดา   และปลาออสการ์  อย่างมาก   ในอดีตสามารถรวบรวมไรแดงได้จากแหล่งน้ำทิ้งใกล้อาคารบ้านเรือน   โรงฆ่าสัตว์   และตามคูน้ำรอบๆกรุงเทพฯ   ซึ่งพบว่ามีปัญหาที่สำคัญคือมีปริมาณไม่แน่นอน   และมักมีโรคพยาธิโดยเฉพาะพวกหนอนสมอ   และเห็บปลาติดมาด้วย   มีผลทำให้เกิดการระบาดของโรคพยาธิในบ่ออนุบาลได้อย่างรวดเร็ว   นอกจากนั้นปริมาณไรแดงยังมีแนวโน้มลดลง   เนื่องจากน้ำเน่าเสียมากเกินไปจนไรแดงไม่สามารถอยู่ได้   ในขณะที่ความต้องการไรแดงมีมากขึ้นเรื่อยๆ   หน่วยงานของกรมประมงจึงได้ทำการศึกษาวิจัยหาแนวทางการเพาะเลี้ยงไรแดง   จนปัจจุบันประสบผลสำเร็จสามารถแนะนำให้เกษตรกรนำไปดำเนินการได้   เป็นอาชีพอย่างหนึ่งที่ทำรายได้ค่อนข้างดีมาก

                   3.1 การจัดลำดับทางอนุกรมวิธาน   ไรแดงจัดเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกุ้ง   หรือที่เรียกรวมว่า  Crustacean    มีชื่อสามัญว่า  Water  flea   เป็นแพลงตอนสัตว์   ชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม   ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่มีขนาด  0.22 - 0.35  มิลลิเมตร   เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดประมาณ  0.8 - 1.5  มิลลิเมตร   ลำตัวมีสีแดงเรื่อๆเนื่องจากมีสารพวกฮีโมโกลบิน (Hemoglobin)กระจายอยู่ทั่วร่างกาย   โดยสารฮีโมโกลบินจะมีมากเมื่อน้ำมีออกซิเจนอยู่น้อย   และจะมีน้อยเมื่อน้ำมีออกซิเจนมาก   ดังนั้นไรแดงที่ช้อนมาจากแหล่งน้ำเสียจะมีสีแดงเข้มชัดเจน   แต่ถ้านำมาเลี้ยงในน้ำสะอาดจะมีสีน้ำตาลอ่อน    ไรแดงที่พบตามธรรมชาติโดยทั่วไปของประเทศ  และที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Moina  macrocopa ซึ่งจัดลำดับชั้นได้ดังนี้
                   Phylum                         :  Arthropoda
                       Subphylum               :  Mandibulata
                           Class                    :  Crustacea
                               Subclass           :  Brachiopoda
                                   Order            :  Cladocera
                                      Suborder    :  Calyptomera
                                         Family     :  Daphnidae
                                            Genus   :  Moina 

                   3.2 ลักษณะภายนอก                        
          ลักษณะทั่วไป   ลำตัวค่อนข้างกลมและจะแบนทางด้านข้าง   มีเปลือกปกคลุมตัว 
         
          ส่วนหัว   ค่อนข้างกลม   มีตาแบบตารวม(Compound  Eye)สีดำเด่นชัดซึ่งสามารถขยับไปมาได้   ระยางค์ที่พบที่ส่วนหัว คือ 
Antennule  หรือหนวดคู่แรก   อยู่เหนือช่องปาก   มีลักษณะเป็นแท่งสั้นๆข้อเดียว   ปลายสุดมี Sensory  bristle เป็นขนเล็กๆทำหน้าที่รับความรู้สึก   เพศผู้จะมีหนวดคู่แรกนี้ใหญ่กว่าเพศเมีย
Antenna หรือหนวดคู่ที่ 2   มีขนาดใหญ่ทำหน้าที่ในการว่ายน้ำ   ปลายจะแตกเป็น  2  แขนง (Biramous)   และจะมี Plumose  bristle ซึ่งเป็นขนค่อนข้างยาวแตกแขนงออกไป
Mandible   อยู่เหนือปาก
Maxilla   อยู่ใต้ Mandible

          ส่วนอก   จะมีเปลือก (Carapace) คลุมไว้   เปลือกมีลักษณะเป็นแผ่นบางใส  2  แผ่นยึดติดกันทางด้านหลัง   ส่วนทางด้านท้องจะเปิดให้ระยางค์อกยื่นออกมาได้   ที่ส่วนอกนี้มี  6  ปล้อง   แต่มีระยางค์  5  คู่   โดยคู่ที่  3  และ  4  จะมีขนาดใหญ่และทางด้านข้างมีขนเรียงเป็นแถว  ช่วยกรองอาหาร  จัดเป็น Filter  setae
          ส่วนท้อง   อยู่ค่อนไปทางท้าย   มีลักษณะเป็นแผ่นงอขึ้นข้างบน   ปลายสุดแยกเป็น  2  แฉก  เรียก  Caudal  rami   ส่วนท้ายสุดของด้านท้องจะมีหนามเล็กๆ  เรียก  Postabdominal  spine  หลายอันแล้วแต่ชนิดของไร      ใต้ลงมาจะมี Tactile  setae จำนวน  2  เส้นทำหน้าที่รับสัมผัส
          โดยทั่วไปเมื่อสภาพแวดล้อมปกติ   คือมีอาหารสำหรับไรน้ำอยู่มาก   และมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง   จะพบไรแดงเพศเมียมากกว่าเพศผู้   คือมักมีไรแดงเพศเมียอยู่ถึง  95 %   ส่วนเพศผู้มีอยู่เพียง  5 %

                    3.3 การแพร่พันธุ์ของไรแดง   ไรแดงมีการแพร่พันธุ์ได้  2  แบบ  คือ
                    3.3.1 การแพร่พันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ   จะเกิดในภาวะปกติที่มีอาหารสมบูรณ์   และอุณหภูมิค่อนข้างสูง (ในฤดูร้อน)   โดยไรแดงเพศเมียจะสร้างไข่ขึ้นในช่องเก็บไข่ (Brood  chamber)  ทางด้านหลังของลำตัว   ไข่จะสามารถพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการผสมกับเชื้อของเพศผู้  เรียก  Parthenogenesis   ตัวอ่อนจะฟักตัวออกมาเป็นเพศเมีย   ว่ายน้ำออกจากตัวแม่   ปกติไรแดงจะมีอายุได้  4 - 6  วัน   จะสามารถแพร่พันธุ์ได้  1 - 4  ครั้ง   ให้ลูกครั้งละ  8 - 14  ตัว   ตัวอ่อนที่เกิดใหม่จะเจริญเป็นตัวเต็มวัยภายใน  24  ชั่วโมง
                    3.3.2 การแพร่พันธุ์แบบอาศัยเพศ   ในสภาพปกติจะเกิดน้อย   ได้ตัวอ่อนทั้งเพศผู้และเพศเมีย   แต่เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป   เช่น  อาหารลดลง   อุณหภูมิต่ำลง   หรือความเป็นกรดเป็นด่างเปลี่ยนไป  ไรเพศเมียจะมีการสร้างไข่ที่มีผนังหนาเพียง 1 - 2 ใบแล้วเกิดการผสมกับเชื้อจากตัวผู้  ไข่จะยังไม่ฟักตัว จะหลุดจากตัวแม่เป็น Ephippium  egg หรือ Winter  egg  ตกลงไปอยู่ตามพื้นก้นบ่อ   ส่วนตัวแม่จะตายไป   เมื่อสภาพแวดล้อมมีความเหมาะสมไข่ก็จะฟักตัวออกมา

                    3.4 วิธีการเพาะเลี้ยงไรแดง
                    3.4.1 การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์   โดยใช้อาหารผสม   มีขั้นตอนดังนี้
                    ขั้นที่ 1  การเตรียมบ่อผลิต   ใช้ได้ตั้งแต่ขนาด  1 - 50  ตารางเมตร (อาจใช้หน่วยเป็นตัน  :  น้ำปริมาตร  1  ลูกบาศก์เมตร  =  1  ตัน)   ถ้าเป็นบ่อซีเมนต์สร้างใหม่จะมีความเป็นด่างสูงมากเกินไป   ต้องแช่น้ำทิ้งไว้  2 - 3  สัปดาห์โดยล้างทิ้งและเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกสัปดาห์   แต่ถ้าต้องการเร็วให้หมักด้วยเปลือกมะละกอ   หรือเปลือกสับปะรด   ทิ้งไว้  7 - 10  วันโดยล้างทิ้งทุก  3  วัน   ส่วนบ่อเก่าที่เคยใช้แล้วควรล้างทำความสะอาดแล้วตาก  1 - 2  วัน
                     ขั้นที่ 2 การเตรียมน้ำ    ควรใช้น้ำธรรมชาติ   คือ น้ำจากบ่อดิน   หรือหนองน้ำ   สูบใส่บ่อโดยปล่อยผ่านผ้ากรอง   เพื่อป้องกันไรชนิดอื่นหรือศัตรูของไรแดง   จนได้ระดับประมาณ  30  เซนติเมตร ( 1  ฟุต )   ถ้าต่ำไปน้ำจะร้อนมาก   ถ้าสูงมากไปไรแดงจะเสียกำลังงานในการเคลื่อนที่   จากนั้นปรับความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำโดยใช้ปูนขาวปริมาณ  1  กิโลกรัม ต่อน้ำ  5  ตัน     ตัวอย่างเช่น   บ่อขนาด  20  ตารางเมตร   ระดับน้ำ  30  เซนติเมตร

                    จะมีปริมาตรน้ำ           =    20  X  0.30                         ลูกบาศก์เมตร (ตัน)
                                                     =    6                                      ตัน
                     \ ต้องใส่ปูนขาว           =   1  X  6/5            =    1.2         กิโลกรัม
ใช้ปูนขาวจำนวนที่ต้องการแช่น้ำทิ้งไว้  1  คืน   แล้วกวนเอาเฉพาะน้ำไปสาดลงบ่อ   จากนั้นทำให้น้ำเขียวโดยเติมปุ๋ยสูตร  15-15-15  ประมาณ  5  กรัม ต่อ 1 ตารางเมตร   และปุ๋ยยูเรีย (สูตร 45-0-0) ประมาณ  3  กรัม ต่อ  1  ตารางเมตร

                         *

                    ขั้นที่ 3 การเตรียมอาหาร  ใช้อาหารผสม  ได้แก่  รำละเอียด  2  ส่วน   ปลาป่น  1  ส่วน  และกากถั่วเหลือง  1  ส่วน   ในปริมาณ  80  กรัม ต่อตารางเมตร 

               เช่น   บ่อขนาด  20  ตารางเมตร   จะต้องเตรียมอาหารโดยคำนวณดังนี้

          บ่อขนาด   1   ตารางเมตร   จะใช้อาหาร             80             กรัม

          บ่อขนาด  20  ตารางเมตร   จะใช้อาหาร          =  80  X  20    กรัม

                                                                        =  1,600          กรัม ( 1.6  กิโลกรัม )

              จากสูตรอาหารที่กำหนด   รำละเอียด 2 ส่วน +ปลาป่น 1 ส่วน + กากถั่วเหลือง 1 ส่วน

                                  รวม                                      =       4              ส่วน

นั่นคือ   อาหารผสม       4     กรัม   ใช้ลำละเอียด           =       2                                   กรัม

             อาหารผสม   1,600  กรัม   ใช้รำละเอียด           =   2  X  1,600/4 =  800                กรัม

             อาหารผสม        4     กรัม   ใช้ปลาป่น            =       1                                   กรัม

             อาหารผสม   1,600   กรัม   ใช้ปลาป่น             =  1  X  1,600/4   =  400              กรัม

             อาหารผสม    4    กรัม   ใช้กากถั่วเหลือง         =      1                                    กรัม

             อาหารผสม 1,600 กรัม  ใช้กากถั่วเหลือง          =  1  X  1,600/4 =  400               กรัม

                   สรุป    ในบ่อที่จะเพาะไรแดงซึ่งมีขนาด  20  ตารางเมตร   จะต้องใช้อาหารผสม

                   โดยใช้  รำ  800  กรัม   ผสมปลาป่น  400  กรัม   และกากถั่วเหลือง  400  กรัม

                   หมักอาหารผสมดังกล่าวในถุงพลาสติก   โดยใส่น้ำเป็น  2  เท่าของอาหาร   เช่น  อาหารผสมที่จะใช้มีน้ำหนัก  1,600  กรัม   ฉนั้นต้องใช้น้ำเท่ากับ  3,200  กรัม   หรือเท่ากับ  3.2  ลิตร (น้ำ  1  ลิตรหนักเท่ากับ  1,000  กรัม)   หมักไว้นาน  2 - 3  วัน (อย่างน้อยที่สุด  1  วัน)   หมั่นเขย่าถุงทุกวัน   จากนั้นกรองน้ำที่หมักอาหารผสมผ่านผ้าไนล่อน   เอาส่วนกากออก   แล้วนำน้ำไปสาดลงบ่อที่เตรียมไว้

                   ขั้นที่ 4 การเติมพันธุ์ไรแดง   หาไรแดงมาเติมลงบ่อผลิต   โดยใช้ไรแดงน้ำหนักสด(ช้อนไรแดงผ่านกระชอนน้ำพอหมาดๆ)ปริมาณ  10 - 60   กรัม ต่อตารางเมตร   เช่น  บ่อขนาด  20   ตารางเมตร   จะใช้ไรแดงประมาณ  200 - 1,200  กรัม ( 2  ขีด - 1.2  กิโลกรัม )   เมื่อเก็บเกี่ยวจะได้ผลผลิตประมาณ  10   เท่า ( 2 - 12  กิโลกรัม )

                          *

                   ขั้นที่ 5 การควบคุมบ่อผลิต   คือการควบคุมให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องทุกวัน   เป็นเวลา  10 - 15  วัน   โดย

�   การเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เก็บเกี่ยววันละประมาณ  1/2 ของผลผลิตที่มี   โดยครั้งแรกจะเก็บเกี่ยวประมาณวันที่ 3 หรือ 5 หลังจากเติมพันธุ์ไรแดง

�   การเติมอาหาร   หลังจากเติมน้ำหมักจากอาหารผสมแล้ว   จะต้องเตรียมอาหารหมักไว้อีกประมาณ 10%ของครั้งแรก เช่นจากบ่อขนาด 20 ตารางเมตร  ครั้งแรกใช้อาหารผสม  1,600  กรัม   ดังนั้นอาหารผสมที่จะต้องหมักไว้ใช้ในวันต่อๆไป   จะใช้วันละ  160  กรัมหมักเตรียมไว้วันละถุง   เมื่อนำไปเติมแล้วก็หมักใหม่เช่นนี้ไปทุกวัน

�   การถ่ายน้ำ   เมื่อทำการเก็บเกี่ยวไรไปแล้ว  4 - 5  วัน   ควรถ่ายน้ำออกระดับ  5 - 10  เซนติเมตร   แล้วเติมน้ำใหม่

                   3.4.2 การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อซีเมนต์   โดยใช้น้ำเขียว

          ควรเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่อไปนี้

                   1. บ่อผลิต   ถ้าจะสร้างบ่อใหม่ควรเป็นบ่อกลมหรือรูปไข่   เพื่อความสะดวกในการหมุนเวียนน้ำ   แต่ถ้ามีบ่อเหลี่ยมอยู่แล้วก็ใช้ได้   และควรมีความสูงของบ่อประมาณ  60  เซนติเมตร

                   2. แอร์ปั๊ม   สำหรับช่วยให้เกิดการหมุนเวียนน้ำ   ป้องกันการตกตะกอนของน้ำเขียวและช่วยเร่งการขยายพันธุ์   กำลังของเครื่องควรให้เหมาะสมกับขนาดบ่อ   เพื่อให้มีกำลังลมพอเพียงที่จะทำให้น้ำหมุนเวียนได้ทั่วบ่อ

                   3. ผ้ากรอง   น้ำที่จะปล่อยลงบ่อผลิตไรจะต้องมีการกรองโดยผ้ากรองทุกครั้ง   รวมทั้งน้ำเขียวเพื่อป้องกันไรน้ำชนิดอื่นๆและศัตรูของไรแดง

                   4. น้ำเขียว   เป็นแพลงตอนพืชที่จัดว่าเป็นสาหร่ายเซลล์เดียว   ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า   แต่แพร่พันธุ์ขยายจำนวนได้รวดเร็วมากเมื่อมีอาหารเหมาะสม   เพิ่มจำนวนมากมายจนทำให้น้ำกลายเป็นสีเขียว   ชนิดของสาหร่ายเซลล์เดียวที่พบนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Chlorella  sp.

                   5. ไรแดง  สำหรับเป็นเชื้อให้แพร่พันธุ์ในบ่อผลิต
 
                   6. กากผงชูรส (ซึ่งเรียก อามิ - อามิ )   เป็นกากจากการผลิตผงชูรส   ซึ่งมีแร่ธาตุไนโตรเจน  4.2 %  และฟอสฟอรัส  0.2 %   เวลาใช้จะใช้ทั้งน้ำและตะกอนร่อนรวมกัน

                   7. อาหารสมทบ   ได้แก่รำ   ปลาป่น   และกากถั่วเหลือง

                   8. ปุ๋ยวิทยาศาสตร์  ได้แก่   - ปุ๋ยนา  สูตร  16-20-0

                                        - ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต  สูตร  0-46-0

                                        - ปุ๋ยยูเรีย  สูตร  46-0-0

                   การใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์แต่ละครั้งจะต้องละลายน้ำก่อน

                   9. ปูนขาว   ใช้เพื่อปรับความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ   การใช้ควรแช่น้ำทิ้งไว้  1  คืนแล้วกวนเอาเฉพาะน้ำสาดลงบ่อผลิต

          การเพาะไรแดงโดยใช้น้ำเขียว   ยังแบ่งออกเป็น  3  แบบ คือ


                   (1) การเพาะแบบไม่ต่อเนื่อง   เป็นการเพาะไรแดงแบบเก็บเกี่ยวครั้งเดียว   ควรมีบ่ออย่างน้อย  4  บ่อ   เพื่อหมุนเวียนให้ได้ผลผลิตทุกวัน   การเพาะแบบนี้ให้ปริมาณไรแดงจำนวนมากและแน่นอน   มีสูตรอาหารที่ใช้ได้ผลหลายสูตร   ดังตัวอย่างที่จะใช้ในบ่อขนาด  50  ตารางเมตร

                   สูตรที่ 1   อามิ - อามิ  5  ลิตร   ปุ๋ยนา(16-20-0)  2.0  กิโลกรัม   รำ  5.0  กิโลกรัม   และปูนขาว  3.0  กิโลกรัม   สูตรนี้จะให้ผลผลิตไรแดง  11.0 - 13.0  กิโลกรัมต่อบ่อ

                   สูตรที่ 2   อามิ - อามิ  20  ลิตร   ปุ๋ยนา(16-20-0)  1.5  กิโลกรัม   ยูเรีย(46-0-0)  1.5  กิโลกรัม   ซุปเปอร์ฟอสเฟต(0-46-0)  130  กรัม  และปูนขาว  3.0  กิโลกรัม   สูตรนี้จะให้ผลผลิตไรแดง  12.0 - 13.0  กิโลกรัมต่อบ่อ

                   สูตรที่ 3   ยูเรีย(46-0-0)  3.0  กิโลกรัม   ปุ๋ยนา(16-20-0)  1.5  กิโลกรัม   รำ  5.0  กิโลกรัม   และปูนขาว  3.0  กิโลกรัม   สูตรนี้จะให้ผลผลิตไรแดง  10.0 - 12.0  กิโลกรัมต่อบ่อ

                   วิธีดำเนินการคือ  เตรียมบ่อแล้วเติมน้ำให้ได้ระดับ  20  เซนติเมตร  เติมปุ๋ยสูตรใดสูตรหนึ่งแล้วเติมน้ำเขียวลงไปประมาณ  1 - 2  ตัน   เปิดเครื่องแอร์ปั๊มให้น้ำเกิดการหมุนเวียน   ปล่อยไว้  3  วันน้ำเขียวจะเจริญเต็มที่   จากนั้นเติมเชื้อไรแดงประมาณ  1.5 - 2.0  กิโลกรัม   ปล่อยทิ้งไว้อีก  3  วันไรแดงจะแพร่พันธุ์จนสามารถเก็บเกี่ยวได้

                   (2) การเพาะแบบต่อเนื่อง   เป็นการเพาะไรแดงแบบเก็บเกี่ยวผลผลิตหลายวันภายในบ่อเดียวกัน   ควรมีบ่ออย่างน้อย  4  บ่อเช่นกัน   การเพาะแบบนี้ต้องระวังเรื่องคุณภาพน้ำ   อาจมีการถ่ายน้ำและเพิ่มน้ำใหม่ลงบ่อผลิต   วิธีดำเนินการเช่นเดียวกับแบบไม่ต่อเนื่อง   แต่การเก็บเกี่ยวจะเก็บเกี่ยวไรแดงที่เกิดขึ้นเพียงครึ่งเดียว   จากนั้นลดระดับน้ำลงประมาณ  10  เซนติเมตร   แล้วเติมน้ำใหม่และน้ำเขียวอย่างละ  5  เซนติเมตร   ทำเช่นนี้ทุกวันจนกว่าสภาวะแวดล้อมในบ่อผลิตจะไม่เหมาะสม   จึงล้างบ่อแล้วเริ่มใหม่   วิธีนี้จะได้ผลผลิตประมาณ  25  กิโลกรัมต่อบ่อ   ในระยะเวลา  12  วัน

                   (3) การเพาะแบบเพิ่มระดับน้ำ    เป็นการเพาะไรแดงโดยแบ่งการใส่ปุ๋ยออกเป็น  2  ช่วง   แต่ละช่วงห่างกัน  3 วัน  และใช้ระดับน้ำสูงเป็น  60  เซนติเมตร  ในบ่อผลิตขนาด  50  ตารางเมตรจะใช้ปุ๋ยในช่วงที่  1  และช่วงที่  2  ดังตารางต่อไปนี้




ที่มา  :  กรมประมง (2535)

                    วิธีดำเนินการคือเตรียมบ่อแล้วเติมน้ำระดับ  60  เซนติเมตร   แล้วเติมน้ำเขียว  1 - 2  ตัน   เปิดเครื่องแอร์ปั๊มให้น้ำหมุนเวียน   เติมปุ๋ยชนิดต่างๆในปริมาณที่ปรากฎในช่วงที่ 1   ทิ้งไว้  3  วันแล้วเติมปุ๋ยชนิดต่างๆในปริมาณที่ปรากฎในช่วงที่  2   ทิ้งไว้อีก  2  วันแล้วเติมเชื้อไรแดง  3 - 5  กิโลกรัม   ปล่อยไว้  3  วันไรแดงจะขยายพันธุ์จนเก็บเกี่ยวได้   ให้ผลผลิตประมาณ  28 - 34  กิโลกรัมต่อบ่อ

                      3.4.3 การเพาะเลี้ยงไรแดงในบ่อดิน

                    บ่อดินที่จะใช้เพาะเลี้ยงไรแดงควรมีขนาดประมาณ  200 - 800  ตารางเมตร  มีขั้นตอนคือ 

- ทำความสะอาดบ่อแล้วตากบ่อไว้ประมาณ  1  สัปดาห์

- เติมน้ำโดยปล่อยผ่านผ้ากรองให้ได้ระดับประมาณ  25 - 40  เซนติเมตร 

- เติมน้ำเขียวประมาณ  2  ตัน   แล้วเติมอาหารตามตารางต่อไปนี้

                                                      ตารางที่ 2  ชนิดปุ๋ยและปริมาณที่จะใช้เพาะไรแดงในบ่อดินขนาดต่างๆ



                  ถ้าไม่มีอามิ - อามิให้ใช้มูลไก่แทนตามตัวเลขในวงเล็บ   แล้วใส่น้ำเขียวประมาณ  2  ตัน

          ถ้าไม่มีน้ำเขียว   หมักน้ำทิ้งไว้  3  วัน

          ดัดแปลงจาก  :  กรมประมง (2535)

- เติมเชื้อไรแดงประมาณ  2  กิโลกรัม   แล้วปล่อยทิ้งไว้  3  วัน

- เริ่มเก็บเกี่ยวไรแดงได้ตั้งแต่วันที่  4  หลังจากเติมเชื้อไรแดง   จะเก็บเกี่ยวได้  3 - 4  วันไรแดงจะเริ่มลดจำนวนลง   ควรเติมอาหารลงไปโดยเติมเพียงครึ่งหนึ่งของครั้งแรก   ไรแดงก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นอีกภายใน  2 - 3  วัน   ทำเช่นนี้ไปได้อีก  1 - 2  ครั้งก็ควรจะล้างบ่อแล้วเริ่มต้นใหม่

                    3.5 การนำไรแดงมาใช้   ไรแดงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจะมีโรคและพยาธิ   ที่จะเป็นอันตรายต่อปลาค่อนข้างน้อยกว่าไรแดงที่ช้อนจากแหล่งน้ำเสีย   แต่ถ้าต้องการความปลอดภัยควรล้างไรแดงด้วยสารละลายด่างทับทิม  อัตรา  0.1  กรัมต่อน้ำ  20  ลิตร   ซึ่งจะได้สารละลายสีชมพูอ่อน   แช่ไรแดงไว้ประมาณ  5 - 10  นาทีโดยให้อากาศด้วย   จากนั้นจึงช้อนไปเลี้ยงลูกปลา   การใช้ไรแดงยังนิยมให้ไรแดงในสภาพสดมากกว่า         

                    3.6 การลำเลียงไรแดง   มี  2  ลักษณะ  คือ   

                    3.6.1 การลำเลียงไรแดงเพื่อนำไปเป็นแม่พันธุ์สำหรับการผลิต   จะต้องทะนุถนอมเพื่อให้ไรแดงมีความแข็งแรงและบอบช้ำน้อย   จะได้มีจำนวนรอดมากทำให้ผลผลิตสูง   ปกติไรแดงที่รอดชีวิตจะให้ผลผลิตเป็น  10  เท่า   ซึ่งวิธีการลำเลียงที่ดีควรใช้ถุงพลาสติกอัดก๊าซออกซิเจน   และใช้ตู้แช่อุณหภูมิต่ำ  ประมาณ  10 - 20  องศาเซลเซียส   อาจใช้ถังโฟมใส่น้ำแข็งแทนได้  เมื่อถึงที่หมายจึงนำถุงพลาสติกออกแช่ในน้ำปกติ   เพื่อค่อยๆทำให้อุณหภูมิน้ำในถุงสูงขึ้นเท่ากับบ่อผลิต   แล้วจึงปล่อยไรลงบ่อ

                    3.6.2 การลำเลียงไรแดงเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์น้ำ   ต้องการเพียงไรแดงสดจึงใช้ได้ทั้งวิธีใส่ถุงพลาสติกอัดออกซิเจน   และวิธีแช่แข็ง   โดยเฉพาะวิธีแช่แข็งนิยมใช้ส่งไรแดงไปต่างประเทศ   เมื่อต้องการใช้จะนำก้อนไรแดงแช่แข็งใส่ลงในตู้ปลา  ไรแดงจะค่อยๆละลายหลุดออกมาและปลาจะมาตอดกิน

                    3.7 การเก็บรักษาไรแดง  ไรแดงที่ผลิตได้คราวละมากๆนอกจากจะใช้ในสภาพสดแล้ว   ก็ยังสามารถเก็บรักษาไว้นานๆได้   เมื่อใดที่ต้องการใช้ก็นำออกมาใช้ได้ทันที   วิธีที่นิยมใช้เก็บรักษาไรแดง   คือ

                    3.7.1 ใช้วิธีการแช่แข็ง   วิธีนี้สามารถเก็บไว้ได้นานและไรยังสดอยู่   นิยมทำโดยช้อนไรให้แห้งพอหมาดๆ   จากนั้นแบ่งใส่ถุงพลาสติกหรือกล่องพลาสติก   แล้วนำไปแช่แข็ง   เมื่อต้องการใช้ก็นำไปใส่ลงในน้ำได้ทันที   ไรแดงจะค่อยๆละลายลงไปโดยปลาจะมาคอยกิน

                    3.7.2 ใช้วิธีการเก็บในอุณหภูมิต่ำประมาณ  10  องศาเซลเซียส   โดยเติมน้ำให้ไรประมาณ  50 %  แล้วใส่ถุงพลาสติกอัดออกซิเจน   จะทำให้สามารถเก็บไรได้มากขึ้น   โดยไรจะมีชีวิตอยู่ได้นานประมาณ  4  วัน

                   4 เทคนิคการเพาะเลี้ยงและการใช้หนอนแดง    

                   หนอนแดงเป็นอาหารธรรมชาติ   ที่มีประโยชน์ต่อการเลี้ยงปลาสวยงามอย่างมาก  เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง   เหมาะสำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อให้มีการพัฒนาของเซลล์สืบพันธุ์ที่ดี   และเป็นอาหารที่ปลาสวยงามส่วนใหญ่ชอบกิน   เป็นอาหารที่นิยมใช้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ   เพราะทำให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว   มีสีสันสดใส   ไม่ทำให้น้ำเน่าเสียหรือมีตะกอนมากเหมือนกับอาหารธรรมชาติบางชนิด   แต่เนื่องจากหายากและมีราคาค่อนข้างแพง   จึงนิยมใช้เลี้ยงเฉพาะปลาที่มีราคาแพงหรือกินอาหารสำเร็จรูปยาก   เช่น  ปลาปอมปาดัวร์และปลาเทวดา   ในอดีตจะรวบรวมหนอนแดงได้จากพื้นก้นแหล่งน้ำ   โดยเฉพาะแหล่งน้ำเสียแต่ปัจจุบันหาได้ยากขึ้น   ในขณะที่ความต้องการหนอนแดงกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ   จึงทำให้มีการเพาะเลี้ยงหนอนแดงเป็นการค้าขึ้นมาเช่นกัน

                   4.1 การจัดลำดับทางอนุกรมวิธาน  หนอนแดงจัดเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังประเภทสัตว์หน้าดิน (Benthos)   จะอาศัยอยู่ตามพื้นก้นบ่อหรือแหล่งน้ำทั่วๆไป   หนอนแดงเป็นตัวอ่อนของแมลงที่มีลักษณะคล้ายยุง   เรียกว่า “ริ้น”   มีทั้งชนิดที่เป็นน้ำจืด   น้ำกร่อย   และน้ำเค็ม   ชนิดที่พบมากในน้ำจืดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า   Chironomous  spp.   มีลักษณะคล้ายยุงแต่มีขายาวกว่า   ไม่ทำอันตรายหรือดูดเลือดมนุษย์   ริ้นเพศเมียไม่ต้องการเลือดเป็นอาหารเหมือนยุงเพศเมีย   ส่วนริ้นเพศผู้มีหัวเล็กและมีหนวดเป็นพู่(Plumose)   ริ้นพวกนี้มักชอบเกาะอยู่ตามที่มืดชายน้ำ   แล้วเพศเมียจะวางไข่ตามผิวน้ำ   ลักษณะไข่จะมีวุ้นหุ้มต่อกันเป็นสาย   เกาะติดอยู่ตามลำต้นหรือใบของพันธุ์ไม้น้ำตามผิวน้ำ   โดยจะวางไข่คราวละ  400 - 500 ฟอง   ใช้เวลาฟักตัวประมาณ  50  ชั่วโมง   ตัวอ่อนที่ออกจากไข่มีความยาวประมาณ  1.0  มิลลิเมตร   และเมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดประมาณ  1.0 - 1.2  เซนติเมตร    หนอนแดงที่พบโดยทั่วไปมีชื่อสามัญว่า  Midge    แต่เนื่องจากลำตัวมักมีสีแดงสด   จึงอาจเรียกว่า  Blood  Worm   จัดลำดับชั้นได้ดังนี้

               Phylum               :  Arthropoda

                      Class                    :  Insecta

                          Order               :  Diptera

                               Family         :  Chironomidae

                                    Genus     :  Chironomus

                   4.2 ลักษณะภายนอก

            หนอนแดงมีลำตัวยาว   ส่วนหัวแยกจากลำตัวชัดเจน   และมีตาเห็นเป็นจุดสีดำ  1  คู่   ส่วนอกขยายใหญ่   มีอวัยวะหายใจยื่นยาวออกมาเป็นท่อเล็กๆ  1  คู่   มีอวัยวะทำหน้าที่คล้ายขา (Pseudopods  หรือ  False  Legs) อยู่  2  คู่   คู่แรกอยู่ที่ปล้องแรกของส่วนอก   คู่ที่  2  อยู่ที่ปล้องสุดท้ายของส่วนท้อง   นอกจากนั้นหนอนแดงยังสามารถว่ายน้ำได้   โดยการบิดตัวไปมา

                   4.3 วงชีวิต



                                                                          ภาพที่ 2  แสดงวงชีวิตของหนอนแดง

                   4.4 การเพาะเลี้ยงหนอนแดง   ส่วนใหญ่นิยมใช้บ่อดินเพราะจะให้ผลผลิตค่อนข้างสูง   มีขั้นตอนดังนี้

   

                    ขั้นที่ 1 การเตรียมบ่อ    ขนาดที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง  1,000 - 1,600  ตารางเมตร   ปรับคันบ่อให้สามารถเก็บน้ำได้ประมาณ  30  เซนติเมตร   หว่านด้วยปูนขาวประมาณ  10 - 15  กิโลกรัม   ตากบ่อไว้ประมาณ  1  สัปดาห์
   

                   ขั้นที่ 2 หว่านปุ๋ย   ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์   ซึ่งที่นิยมใช้กันในปัจจุบันได้แก่มูลไก่แห้ง   ปริมาณ  1,000 - 1,500  กิโลกรัม   หว่านกระจายให้ทั่วบ่อ   แล้วเติมน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับ  30  เซนติเมตร   ริ้นน้ำจืดจะมาวางไข่ติดตามต้นและใบหญ้าบริเวณผิวน้ำที่ขอบบ่อ  หลังจากนั้นประมาณ  2  วัน   ตัวอ่อนของริ้นน้ำจืดจะฟักตัวออกจากไข่    ซึ่งจะพอดีกับที่บ่อจะมีแบคทีเรีย   และ แพลงตอนต่างๆซึ่งเกิดจากการใส่มูลไก่   ตัวอ่อนจะได้รับอาหารเจริญเติบโตและสร้างปลอกอยู่ตามพื้นก้นบ่อ   ในเวลา  7 - 10  วันจะมีขนาดประมาณ  1.0  เซนติเมตร   เหมาะที่จะนำไปใช้ในการเลี้ยงปลาสวยงาม
   

                   ขั้นที่ 3 การเก็บผลผลิต   จะเริ่มเก็บเกี่ยวหนอนแดงประมาณวันที่  10 - 15  หลังจากเติมน้ำ  ซึ่งจะขึ้นกับฤดูกาล   วิธีการเก็บรวบรวมหนอนแดง   ตอนแรกจะใช้สวิงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  40 - 50  เซนติเมตร   ทำด้วยผ้าไนล่อนสีฟ้าขนาดช่องตาประมาณ  1 - 2 มิลลิเมตร   ช้อนลงไปที่พื้นก้นบ่อให้ลึกลงไปในดินประมาณ  2 - 3  เซนติเมตร   แล้วทำการร่อนโดยเขย่าสวิงไปมาบริเวณผิวน้ำ   จะทำให้ดินและโคลนที่ถูกช้อนขึ้นมากระจายตัวผ่านไนล่อนของสวิงออกไป   ส่วนหนอนแดงถึงแม้ขนาดของลำตัวจะเล็กพอที่จะลอดช่องตาออกไปได้เช่นกัน   แต่เนื่องจากมีความยาวและชอบม้วนตัว   จึงทำให้ไม่สามารถลอดออกไปได้   ดังนั้นในสวิงจะเหลือเศษวัสดุที่มีขนาดใหญ่  เช่น  ใบไม้   ขนไก่  รวมทั้งหนอนแดง  ก็ใช้กระชอนผ้าขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  20  เซนติเมตร   ช้อนทั้งหมดไปใส่ภาชนะไว้แล้วเก็บเศษวัสดุที่ไม่ต้องการออก   ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนทั่วทั้งบ่อ
   

                   ขั้นที่ 4 การปรับสภาพบ่อ เมื่อทำการเก็บเกี่ยวหนอนแดงเสร็จแล้ว   ระบายน้ำในบ่อทิ้งให้ลดระดับลงประมาณ  10  เซนติเมตร   จากนั้นหว่านด้วยมูลไก่แห้งอีก  200 - 300  กิโลกรัมแล้วเติมน้ำให้ได้ระดับเดิม

                จากนั้นจะสามารถดำเนินการตามขั้นที่ 3 และ 4  อีก   โดยสามารถทำได้ประมาณ  3  ครั้ง   ซึ่งจะได้ผลผลิตหนอนแดงประมาณ  200  กรัม / ตารางเมตร / ครั้ง   ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ  30  วัน   เก็บเกี่ยวหนอนแดงได้  3  ครั้ง

   

                   ขั้นที่ 5 การเตรียมบ่อ จะดำเนินการย้อนกลับไปขั้นที่ 1   โดยควรตากบ่อไว้นานประมาณ  10 - 15  วัน   แล้วดำเนินการต่อไปตามขั้นตอน

                   4.5 การเก็บรักษาหนอนแดง   กระทำได้  5  วิธี  คือ

                   4.4.1 การเก็บสด   จะเก็บหรือเลี้ยงหนอนแดงในภาชนะ   เช่นกะละมังขนาดใหญ่   ให้อากาศเช่นเดียวกับการเลี้ยงปลา   แล้วใช้อาหารผงที่ใช้สำหรับอนุบาลลูกปลาดุกเป็นอาหารเลี้ยงหนอนแดง จะเลี้ยงหนอนแดงไว้ได้อย่างดี ถึงแม้หนอนแดงบางส่วนจะลอกคราบ กลายเป็นหัวโม่ง   เพื่อจะลอกคราบอีกครั้งแล้วกลายเป็นตัวเต็มวัย   หนอนแดงที่กลายเป็นหัวโม่งสามารถช้อนไปเป็นอาหารปลาได้ดี   เพราะในระยะที่เป็นหัวโม่งหนอนแดงจะชอบอยู่ที่ผิวน้ำ   ทำให้ช้อนได้ง่ายและปลาชอบกินด้วย

                   4.4.2 การเก็บแห้ง   ใช้ผ้าขาวบางชุบน้ำให้ชุ่มแล้วห่อหนอนแดงไว้   จากนั้นเอาใส่ภาชนะเก็บไว้ในตู้เย็นหรือถังโฟม   ให้มีอุณหภูมิประมาณ  10 - 15  องศาเซลเซียส   จะเก็บไว้ได้   3 - 5  วันโดยที่หนอนแดงยังมีชีวิตอยู่

                   4.4.3 การเก็บแช่แข็ง  จะเก็บหนอนแดงโดยการรวบรวมใส่ถุงพลาสติกหรือใส่กล่องพลาสติกแล้วนำไปแช่แข็ง   วิธีนี้หนอนแดงจะตายหมด   แต่ยังสดและมีคุณค่าทางอาหารดีอยู่   เมื่อนำไปเลี้ยงปลาก็ยังชอบกินเช่นเดิม

                   4.4.4 การแช่แข็งแบบพิเศษ   เป็นการเก็บรักษาหนอนแดงเพื่อการส่งออก   โดยการแช่แข็งด้วยไนโตรเจนเหลว   วิธีนี้หนอนแดงจะฟื้นประมาณ  40 %   แต่จะไม่แข็งแรงเพียงแต่มีการเคลื่อนไหวทำให้ปลาชอบกิน

                   4.4.5 การอบแห้ง  เป็นการเก็บหนอนแดงโดยการอบแห้งแล้วบรรจุกระป๋องสุญญากาศ   เป็นวิธีการที่นิยมทำเป็นการค้าในปัจจุบัน   หนอนแดงที่ผ่านการอบแห้งแล้วนี้ปลายังชอบกินเช่นกัน




                                                     ภาพที่ 3  การรวบรวม การบรรจุถุง การแช่แข็งและการนำหนอนแดงไปเลี้ยงปลา

                   5 เทคนิคการเพาะเลี้ยงและการใช้อาร์ทีเมีย  (  Artemia )

                   อาร์ทีเมียจัดว่าเป็นอาหารธรรมชาติที่สำคัญที่สุดต่อธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ   โดยเฉพาะมีคุณสมบัติที่พิเศษกว่าอาหารธรรมชาติชนิดอื่นๆ  คือ  ตัวอ่อนมีขนาดเล็กมีความยาวประมาณ  0.4 - 0.5  มิลลิเมตร   เหมาะสำหรับใช้อนุบาลลูกสัตว์น้ำแทบทุกชนิด   เมื่อเจริญเป็นตัวเต็มวัยจะค่อนข้างมีขนาดใหญ่มีความยาวประมาณ  0.8 - 1.2  เซนติเมตร   เหมาะที่จะใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาสวยงาม   นอกจากนั้นไรที่สมบูรณ์เพศแล้วยังสามารถแพร่ขยายพันธุ์ทั้งในแบบออกลูกเป็นตัว   คือให้ตัวอ่อนออกมาเลย   หรือแพร่พันธุ์แบบออกลูกเป็นไข่  โดยไข่ที่ปล่อยออกมาจะมีตัวอ่อนอยู่ภายในฟองละ  1  ตัว   เป็นไข่ที่สามารถนำมาเก็บรักษาไว้ได้เป็นระยะเวลานาน   เมื่อใดที่ต้องการตัวอ่อนจึงนำมาดำเนินการฟัก   ก็จะได้ตัวอ่อนตามต้องการและมีความแน่นอน   ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง  คือ  อาร์ทีเมียยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ในความเค็มระดับต่างๆที่กว้างมาก   มีการเจริญเติบโตรวดเร็วและไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค   ทำให้ดำเนินการเพาะเลี้ยงได้ง่าย   ปัจจุบันได้มีการเลี้ยงอาร์ทีเมียกันบ้างแล้วในนาเกลือตามจังหวัดแถบชายทะเล   ซึ่งส่วนใหญ่จะเลี้ยงเพื่อการรวบรวมอาร์ทีเมียตัวเต็มวัย   สำหรับจำหน่ายในสภาพสดเพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์น้ำต่างๆ   โดยเฉพาะอาหารของปลาสวยงาม                               

                   5.1 การจัดลำดับทางอนุกรมวิธาน  อาร์ทีเมียเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังจำพวกกุ้งชนิดหนึ่ง   มีชื่อสามัญว่า  Brine  Shrim   หรือ  Artemia  พบทั่วโลกทุกทวีปรวม  47  ประเทศ   โดยพบเฉพาะแหล่งน้ำเค็มหรือน้ำเค็มจัดจำนวน  244  แห่ง  แต่ที่มีปริมาณมากและพอที่จะรวบรวมส่งออกจำหน่าย   มีเพียงไม่กี่แห่ง   ที่สำคัญได้แก่  San Francisco Bay  และ  Great  Salt  Lake   ประเทศสหรัฐอเมริกา   และที่ Buahal  Bay   ประเทศจีน 

          Ruppert  &  Barnes,  1974  ได้จัดลำดับทางอนุกรมวิธานของอาร์ทีเมียไว้ดังนี้

                           Phylum                             :  Arthropoda

                                Class                          :  Crustacea

                                    Sub-class               :  Branchiopoda

                                        Order                 :  Anostraca

                                             Family          :  Artemiidae

                                                  Genus      :  Artemia

                                                      Specie :  salina

                   5.2 ลักษณะภายนอก

           

                                                               ภาพที่ 4  แสดงลักษณะภายนอกของ  Artemia

                    อาร์ทีเมียมีลำตัวแบนเรียวยาวคล้ายใบไม้   ลำตัวใสแกมชมพู   ไม่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว (Shelless)   แต่มีเนื้อเยื่อบางๆหุ้มไว้   ว่ายน้ำเคลื่อนที่ในลักษณะหงายท้อง   ลำตัวแบ่งออกเป็น  3  ส่วน  คือ

- ส่วนหัว (Head)   แบ่งออกได้เป็น  6  ปล้อง   มีตาเดี่ยวและตารวมที่มีก้านตา  1  คู่  และหนวด  2  คู่ 

- ส่วนอก (Thorax)   แบ่งออกเป็น  11  ปล้อง   แต่ละปล้องมีระยางค์ปล้องละ  1  คู่   ทำหน้าที่ทั้งในการว่ายน้ำ   หายใจ   และช่วยกรองอาหารเข้าปาก 

- ส่วนท้อง (Abdomen)   แบ่งออกเป็น  8  ปล้อง   ปล้องแรกเป็นที่ตั้งของอวัยวะเพศ   ปล้องที่  2 - 7  ไม่มีระยางค์   และปล้องที่  8  มีแพนหาง  1  คู่ 

                   ความแตกต่างระหว่างเพศ   โดยปกติเพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าเพศเมีย   และหนวดคู่ที่  2  ของเพศผู้จะมีขนาดใหญ่คล้ายตะขอใช้เกาะเพศเมีย   ทำให้ดูว่ามีส่วนหัวขนาดใหญ่   และเพศเมียจะมีถุงไข่ที่ปล้องแรกของส่วนท้อง

                  5.3 การแพร่พันธุ์   อาร์ทีเมียสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้  2  แบบ   คือในสภาวะปกติที่ความเค็มตั้งแต่  20 - 120  ppt   จะแพร่พันธุ์โดยออกลูกเป็นตัว   ตัวอ่อนจะฟักออกจากไข่ในถุงไข่ของตัวแม่แล้วว่ายน้ำออกมา   ไรที่จะแพร่พันธุ์แบบนี้จะสังเกตได้ว่าไข่ที่อยู่ในถุงไข่มีสีขาว   เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  เช่น ความเค็มสูงขึ้นมากกว่า  130  ppt  หรือมีการแพร่พันธุ์จนมีปริมาณ  ตัวอาร์ทีเมียอยู่อย่างหนาแน่น   หรือปริมาณอาหารลดลง   หรืออุณหภูมิลดต่ำลงมาก   หรือคุณสมบัติของน้ำไม่เหมาะสม   อาร์ทีเมียส่วนใหญ่จะแพร่พันธุ์แบบออกลูกเป็นไข่   โดยจะปล่อยไข่ที่แก่แล้วออกจากถุงไข่   ไข่จะมีเปลือกหนาและจะไม่ฟักตัวจนกว่าสภาพแวดล้อมจะเหมาะสม  ไรที่จะแพร่พันธุ์แบบนี้จะสังเกตได้ว่าไข่ที่อยู่ในถุงไข่มีสีน้ำตาลเข้ม 


                                                                         ภาพที่ 5  แสดงวงชีวิตของ   Artemia

                   การรวบรวมไข่ที่ Great  Salt  Lake   ประเทศสหรัฐอเมริกา   เป็นทะเลสาบที่มีพื้นที่มากถึง  4,000  ตารางกิโลเมตร   น้ำมีความเค็มอยู่ระหว่าง  150 - 200   ppt   ฤดูการเก็บเกี่ยวไข่ไรจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน  ถึง  เดือนมกราคม   ซึ่งอากาศหนาวเย็นทำให้อาร์ทีเมียออกลูกเป็นไข่   บริษัทต่างๆประมาณ  10  บริษัท  ที่ได้รับสัมปทานจะส่งเครื่องบินออกสำรวจหากลุ่มไข่ของ    อาร์ทีเมีย  ซึ่งมักจะลอยเป็นกลุ่มๆในทะเลสาบความยาวกลุ่มละประมาณ  2 - 3  กิโลเมตร   เมื่อพบจะปักทุ่นจับจองเป็นเจ้าของ   แล้วแจ้งไปยังเรือให้นำทุ่นลอยลักษณะเดียวกับที่ใช้กันคราบน้ำมัน   กันเอาไข่ไว้แล้วใช้เครื่องปั๊มดูดไข่เข้ามาเก็บในถุงกลางลำเรือ   ล้างสิ่งสกปรกออกด้วยน้ำเกลือเข้มข้นก่อนเก็บไว้ในห้องเย็นต่ำกว่า  0  องศาเซลเซียส  ประมาณ  2  เดือน   แล้วนำมาตรวจสอบอัตราการฟักเพื่อคัดเกรดคุณภาพ   จากนั้นจึงบรรจุกระป๋องสุญญากาศส่งไปจำหน่ายทั่วโลก

                   5.4 วิธีการฟักไข่อาร์ทีเมีย การใช้อาร์ทีเมียในปัจจุบันมักได้จากการซื้อไข่ไรที่บรรจุอยู่ในกระป๋องสุญญากาศ   เมื่อต้องการตัวอ่อนของอาร์ทีเมียเมื่อใด   ก็นำไข่ไรที่ซื้อไว้มาฟักตัว   ซึ่งควรทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

                   - เตรียมภาชนะฟักไข่   ส่วนมากจะใช้ภาชนะทรงกลมที่มีขนาดเล็ก  มีความจุประมาณ 5 - 20 ลิตร   ยกเว้นฟาร์มขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องเพาะครั้งละมากๆ   จะใช้ถังไฟเบอร์ขนาด  100 - 200  ลิตร

                   - เตรียมน้ำ   โดยใช้น้ำทะเลปกติ   หรือน้ำจืดผสมด้วยเกลือให้มีความเค็ม  25  ppt (คือ น้ำ  1  ลิตร  จะใช้เกลือ  25  กรัม)
 
                   - ใส่ไข่อาร์ทีเมียที่เตรียมไว้   ในปริมาณประมาณ  1  ช้อนชา ต่อน้ำ  5  ลิตร

                   - ใส่สายลม   เพื่อให้ออกซิเจน   และทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำในภาชนะ   ซึ่งจะทำให้ไข่ไรไม่ตกตะกอน   แต่ลอยหมุนเวียนไปมาในน้ำตลอดเวลา

                   - ใช้เวลา  24 - 36  ชั่วโมง   ไรจะฟักตัวออกจากไข่   จะสังเกตได้ว่าน้ำในภาชนะที่ใช้ฟักไข่มีสีส้ม   เนื่องจากตัวอ่อนของอาร์ทีเมียที่ออกจากไข่ใหม่ๆ   ตัวจะมีสีส้มเข้ม   เหมาะที่จะนำไปใช้อนุบาลลูกปลา

                   5.5 การแยกตัวอ่อนของอาร์ทีเมียออกจากเปลือกไข่   ตัวอ่อนของไรที่ได้จากการฟักตัวจะมีเปลือกไข่ปะปนอยู่ด้วย   จำเป็นต้องแยกตัวอ่อนออกจากเปลือกไข่   เพราะลูกปลาไม่สามารถย่อยเปลือกไข่ได้   และที่สำคัญคือเปลือกไข่มักมีแบคทีเรียอยู่มาก   จะทำให้ปลาติดเชื้อได้ง่าย   จึงต้องแยกเปลือกไข่ออกทิ้ง   โดยทำตามขั้นตอนดังนี้

                   - ยกสายลมออก   เพื่อให้น้ำหยุดการหมุนเวียน

                   - ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ  15 - 20  นาที   ตัวอ่อนของไรจะว่ายน้ำลงไปรวมกลุ่มอยู่ตามก้นภาชนะ  ส่วนเปลือกไข่ที่ไรฟักตัวออกไปแล้วจะลอยอยู่ผิวน้ำ   สำหรับไข่ที่ไม่ฟักตัวและตะกอนต่างๆจะตกตะกอนอยู่ก้นภาชนะ

- ใช้สายยางเล็กๆหรือสายลมดูด
เอาตัวอ่อนอาร์ทีเมียโดยวิธีกาลักน้ำที่ก้นภาชนะ   แล้วกรองไว้ด้วยกระชอนผ้าตาถี่

                   - นำตัวอ่อนอาร์ทีเมียที่อยู่ในกระชอนไปแกว่งล้างน้ำจืด  2 - 3  ครั้ง   ก่อนนำไปเลี้ยงลูกปลา

                   5.6 เทคนิคการแยกตัวอ่อนอาร์ทีเมียออกจากเปลือกไข่  เนื่องจากมักเกิดปัญหาเรื่องการติดเชื้อเพราะแยกเปลือกไข่ออกไม่หมด   จึงจำเป็นต้องหาวิธีที่จะแยกเปลือกไข่ให้ดียิ่งขึ้น   ซึ่งทำได้ดังนี้

                   - เมื่อยกสายลมออกแล้วให้ตะแคงภาชนะไปทางด้านที่มีแสงเข้ามา   เพราะตัวอ่อนอาร์ทีเมียชอบว่ายน้ำเข้าหาแสง   จะทำให้ไรว่ายน้ำลงไปรวมกันในส่วนลึกเกือบหมด   ทำให้สะดวกในการดูดตัวไรออกมาได้ง่ายขึ้น

                   - เมื่อยกสายลมออกแล้วใช้กระดาษทึบแสงปิดรอบภาชนะ   เว้นเฉพาะทางด้านก้นภาชนะไว้ประมาณ  3  เซนติเมตร   จะทำให้ไรส่วนใหญ่ว่ายน้ำลงไปรวมที่ช่องแสงที่ก้นภาชนะ   ทำให้รวบรวมไรได้ง่ายขึ้น

                   

                                                        ภาพที่ 6   แสดงวิธีการแยกตัวอ่อนอาร์ทีเมียออกจากเปลือกไข่

                    5.7 การเลี้ยงอาร์ทีเมียให้เป็นตัวเต็มวัย  การใช้อาร์ทีเมียตัวเต็มวัยเป็นอาหารปลาสวยงามกำลังได้รับความนิยมมาก   เพราะอาร์ทีเมียมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูงและปลาชอบกิน   อีกทั้งปลายังสามารถย่อยได้ดีเหลือกากขับถ่ายออกมาน้อย   ดังนั้นหากผู้เลี้ยงปลาสวยงามต้องการเลี้ยงอาร์ทีเมียไว้เลี้ยงปลาสวยงามด้วยตนเอง   ก็สามารถทำได้ไม่ยุ่งยากมากนัก   ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 

   

                    การเตรียมบ่อเลี้ยง   บ่อที่จะใช้เลี้ยงอาร์ทีเมียอาจใช้กะละมังพลาสติกขนาดใหญ่   หรือใช้ถังซีเมนต์กลม(ถังส้วม)ก็ได้   ซึ่งทั้งกะละมังและถังส้วมจะมีรูปทรงเป็นทรงกระบอก   การคำนวณหาปริมาตรน้ำในบ่อเลี้ยงนี้จะใช้สูตร

                    ปริมาตรน้ำ        =      22/7 x r x r x  h

          เมื่อ      r     =   รัศมีของปากบ่อ (ครึ่งหนึ่งของเส้นผ่าศูนย์กลาง)

                     h    =   ความสูงของระดับน้ำที่จะใส่ในบ่อ

ตัวอย่าง   จะเลี้ยงอาร์ทีเมียในถังซีเมนต์กลม   ซึ่งมีความกว้างที่ปากถัง(เส้นผ่าศูนย์กลาง)เท่ากับ  80  เซนติเมตร   โดยจะใส่น้ำระดับสูง  30  เซนติเมตร

          \ถังซีเมนต์จะมีความจุน้ำ      =   22/7 X 40  X 40 X 30

                                                =   150,864                            ลูกบาศก์เซนติเมตร(ซีซี)

          จาก   ปริมาตร  1  ลิตร        =   1,000                                 ลูกบาศก์เซนติเมตร(ซีซี)

          \ถังซีเมนต์จะมีความจุน้ำ      =   150,864 /1,000                 ลิตร

                                                =   150.86                              ลิตร

          นั่นคือ  ถังซีเมนต์จุน้ำได้ประมาณ     150    ลิตร

    *

      การเตรียมน้ำเค็ม   เมื่อแช่ถังซีเมนต์จนหมดฤทธิ์ปูนแล้ว   ใส่น้ำจืดแล้วเติมเกลือแกงหรือเกลือทะเล(หาซื้อได้จากร้านขายอาหารสัตว์)ให้น้ำมีความเค็มในระดับ  60 - 80  ppt   ซึ่งเป็นระดับความเค็มที่อาร์ทีเมียมีการเจริญเติบโตดีและมีอัตราการรอดสูง

          จากตัวอย่างข้างต้น    ถังซีเมนต์มีความจุน้ำ   150  ลิตร   ถ้าต้องการเตรียมน้ำให้มีความ  เค็ม  80  ppt   จะต้องใส่เกลือเท่าใด

          การคิด  ความเค็ม  80  ppt  หมายความว่า  ปริมาตรน้ำ  1  ลิตร  จะต้องใส่เกลือ  80  กรัม

          - ถังซีเมนต์ดังกล่าวจะต้องเติมเกลือ    =   80 X 150              กรัม

                                                             =   12,000                 กรัม

          จาก    ปริมาณเกลือ  1  กิโลกรัม       =   1,000                   กรัม

          \ ถังซีเมนต์ดังกล่าวจะต้องเติมเกลือ    =    12,000 / 1,000     กิโลกรัม

                                                             =     12.0                   กิโลกรัม

                   นั่นคือ   เติมเกลือลงในถังซีเมนต์จำนวน  12  กิโลกรัม   แล้วเติมน้ำให้ได้ระดับ  30  เซนติเมตร   กวนน้ำให้เกลือละลายจนหมด   ก็จะได้น้ำที่มีความเค็ม  80  ppt  ตามต้องการ

   

                   การเตรียมอาหาร   น้ำที่เตรียมเสร็จแล้วนั้นจะไม่มีอาหารธรรมชาติอยู่เลย   จะต้องเตรียมให้มีอาหารธรรมชาติสำหรับเป็นอาหารของอาร์ทีเมีย   โดยใช้อาหารผง(อาหารผงสำหรับอนุบาลลูกปลาดุก   หาซื้อได้จากร้านขายปลาสวยงาม   หรือร้านขายอาหารสัตว์) ใส่ลงไปในน้ำจำนวน  2  ช้อนโต๊ะ   แล้วใส่สายลมเพื่อทำให้น้ำเกิดการหมุนเวียน   เป็นการช่วยผสมน้ำเกลือที่เตรียมให้เป็นเนื้อเดียวกัน   และช่วยกระจายอาหารให้สลายตัวเกิดอาหารธรรมชาติได้ดี   ปล่อยทิ้งไว้  3 - 4 วัน

        หมายเหตุ   บ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียควรตั้งอยู่ภายนอกอาคาร   เพื่อให้ได้รับแสงแดดบ้างพอควร   จะทำให้เกิดแพลงตอนพืชได้ดีซึ่งเป็นอาหารที่สำคัญของไร

   


                   เติมเชื้อไร   ถ้ามีไข่อาร์ทีเมีย   ให้ใช้ไข่ไรประมาณ  1 / 4  ช้อนชา   นำไปฟักในภาชนะใช้น้ำประมาณ  5  ลิตรและเตรียมให้มีความเค็ม  25  ppt   ใช้เวลาประมาณ  30  ชั่วโมง  ไรจะฟักตัวหมด   ควรแยกตัวอ่อนไรออกจากเปลือกไข่ ( ดูหัวข้อ  5.5.5  และ  5.5.6 )   ตัวอ่อนไรที่ได้นี้อย่าพึ่งปล่อยลงบ่อเลี้ยงทันที   เพราะความเค็มที่ใช้ฟักไข่กับความเค็มที่บ่อเลี้ยงต่างกันมาก   ควรปรับความเค็มก่อน   โดยใช้ถังพลาสติกที่ใช้ตักน้ำโดยทั่วๆไป   ซึ่งจะมีความจุประมาณ  10 - 12  ลิตร   นำตัวอ่อนไรที่แยกออกมาจากเปลือกไข่ โดยใช้สายยางดูดให้ได้น้ำมาด้วยประมาณ 2 ลิตร ใส่ลงในถังพลาสติก   แล้วตักน้ำจากบ่อเลี้ยงที่มีความเค็ม  80  ppt เติมลงในถังครั้งละ  1  ลิตร   โดยเติมชั่วโมงละครั้ง   และใส่ลมให้น้ำเกิดการหมุนเวียนผสมกัน   ทำไปประมาณ  8 - 10 ครั้ง   น้ำในถังก็จะมีความเค็มใกล้เคียงกับในบ่อเลี้ยง   ก็สามารถเทลงบ่อเลี้ยงได้
   

                   ถ้าไม่มีไข่อาร์ทีเมีย  หาซื้ออาร์ทีเมียตัวเต็มวัยที่มีขายสำหรับนำไปใช้เลี้ยงปลา   นำมาปล่อยลงบ่อเลี้ยง   ก่อนปล่อยจะต้องมีการปรับความเค็มน้ำเช่นกัน   เพราะไรที่นำมาขายจะถูกปรับมาอยู่ในความเค็มประมาณ  30  ppt
   

                   การเติมอาหาร   ไรที่ปล่อยเลี้ยงจะต้องมีการให้อาหาร   โดยใช้อาหารผงเช่นเดิม   ซึ่งในบ่อซีเมนต์ตามตัวอย่างควรให้อาหารวันละประมาณ  1 / 2  ถึง  1  ช้อนชา   ขึ้นกับขนาดและปริมาณไร   อาหารผงที่ให้จะเป็นทั้งอาหารไรโดยตรง  และส่วนที่เหลือจะทำให้เกิดอาหารธรรมชาติได้   ต้องระวังเรื่องน้ำเน่าเสีย   หากสังเกตุเห็นว่าอาหารเหลือมากและน้ำมีกลิ่นเหม็นมากควรงดให้อาหารประมาณ  3  วัน   แล้วเริ่มให้ใหม่ทีละน้อย
   

                   การเก็บเกี่ยวไร   การช้อนไรไปใช้นั้นหากปล่อยไรโดยใช้ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่   จะใช้เวลาประมาณ  15 - 20  วัน ไรจะเติบโตเป็นตัวเต็มวัย   ขึ้นกับปริมาณความหนาแน่นและอาหาร   จากนั้นจะสามารถทยอยช้อนไรไปเป็นอาหารปลาได้เรื่อยๆ   ไรที่เหลือจะแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นมาเอง   ส่วนการปล่อยโดยใช้ไรเต็มวัยก็เช่นเดียวกัน   จะใช้เวลาประมาณ  15 - 20  วันเช่นกัน  ไรที่ปล่อยก็จะแพร่พันธุ์ให้ไรเพิ่มขึ้นจนสามารถเก็บเกี่ยวได้

                   5.8 การเตรียมอาร์ทีเมียก่อนนำไปใช้เป็นอาหารปลา  ก่อนนำอาร์ทีเมียไปใช้เลี้ยงปลาจะต้องปรับน้ำในตัวไรให้มีความเค็มลดลง   เนื่องจากอาร์ทีเมียถูกเลี้ยงในน้ำที่มีความเค็มสูงมาก   หากไม่ทำให้ตัวไรจืดลงปลาจะไม่ชอบกินหรือกินได้น้อย   ถ้าใช้วิธีช้อนไรมาแช่ในน้ำจืดสนิททันทีทันใด   ไรจะเคลื่อนไหวช้าลงแล้วจะตายภายใน  20 - 30  นาที   ความเค็มในตัวไรยังลดลงไม่มากนัก   การลดความเค็มในตัวไรลงทำได้โดยการใช้ภาชนะเล็กๆ   เช่นขันหรือถัง   ตักน้ำจากบ่อเลี้ยงไรมาประมาณ  1 / 10  ของภาชนะที่จะใช้   แล้วเติมน้ำจืดให้เกือบเต็ม   คนให้เข้ากันแล้วใส่สายลม   จะได้น้ำกร่อยที่มีความเค็มประมาณ  5 - 8   ppt   จากนั้นช้อนไรที่จะให้ปลากินมาใส่ไว้   ซึ่งที่ความเค็มระดับนี้ไรจะมีชีวิตอยู่ได้   จะมีการว่ายน้ำไปมาตามปกติ   ช่วยให้ความเค็มในตัวลดลงได้ดี   ควรปล่อยเลี้ยงไว้ประมาณ  2 - 3  ชั่วโมงจึงนำไปเลี้ยงปลา   สำหรับความเค็มในระดับที่เตรียมใหม่นี้ไรจะมีชีวิตอยู่ได้  1 - 3  วัน   ดังนั้นอาจปล่อยไรทิ้งไว้ในตอนเช้าสำหรับใช้เป็นอาหารปลาในตอนเย็น   และแช่ไว้ในตอนเย็นสำหรับใช้เป็นอาหารในตอนเช้า   ก็จะทำให้ปลากินไรได้ดีและปลอดภัย

                   5.9 การเพาะเลี้ยงอาร์ทีเมียในบ่อดิน  ปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงอาร์ทีเมียภายในประเทศอยู่ประมาณ 20 ฟาร์ม  ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา   ชลบุรี   สมุทรสาคร   สมุทรสงคราม   และเพชรบุรี   สามารถผลิตอาร์ทีเมียได้วันละ  400 - 1,000  กิโลกรัม   การเลี้ยงอาร์ทีเมียในบ่อดินมีการจัดการดังนี้

   

                   การเตรียมบ่อ   มักใช้บ่อขนาด  1 - 6  ไร่  ลึกประมาณ  1  เมตร  โดยมักขุดบ่อให้มีความยาวไปตามทิศทางลม

                   การเตรียมน้ำ   ใช้น้ำที่มีความเค็มอยู่ระหว่าง  80 - 120  ppt   ดังนั้นต้องมีแปลงตากน้ำทะเลเช่นเดียวกับการทำนาเกลือ   เพื่อให้น้ำมีความเค็มสูงขึ้นตามที่ต้องการแล้วจึงปล่อยเข้าบ่อเลี้ยง   ตรวจสอบค่า pH ให้มีค่าอยู่ระหว่าง  8.0 - 9.0
   

                   การปล่อยไรลงบ่อ   ถ้าปล่อยไรเต็มวัย   จะใช้ไรประมาณ  6  กิโลกรัม / ไร่   แต่ถ้าใช้ไข่มาฟักเพื่อปล่อยตัวอ่อน   จะใช้ไข่ไรประมาณ  150 - 200  กรัม / ไร่
   

                   การให้อาหาร   มีวิธีการทำได้  2  แบบ  คือ   
                   วิธีแรก   ให้โดยใส่ลงในบ่อเลี้ยงโดยตรง   จะค่อยๆทยอยใส่ทีละน้อย   ไรจะกินอาหารไปโดยตรงส่วนหนึ่ง  ส่วนที่เหลือจะสลายทำให้เกิดอาหารธรรมชาติ   อาหารที่ใช้ได้แก่มูลไก่  ประมาณ  200  กิโลกรัม / ไร่ / เดือน   ร่วมกับกากผงชูรส  ประมาณ  30 - 90  ลิตร / ไร่ / เดือน   
                    อีกวิธีหนึ่งคือ   มีบ่อหมักอาหารต่างหาก   จะใส่อาหารลงบ่อหมักให้เน่าเกิดแพลงตอน   แล้วจึงทยอยสูบไปลงบ่อเลี้ยง   การให้อาหารทั้ง  2  วิธี   จะให้มากน้อยและบ่อยครั้งเพียงใด   ขึ้นอยู่กับฤดูกาล   และปริมาณอาหารที่มีอยู่ในบ่อ   โดยสังเกตจากสีของน้ำและความโปร่งแสง   นอกจากนั้นจะมีการใช้ไม้คราดอาหารที่พื้นก้นบ่อให้ฟุ้งกระจาย   อย่างน้อยสัปดาห์ละ  1 - 3  ครั้ง   ในปัจจุบันยังนิยมทำคอกไว้มุมบ่อสำหรับหมักหญ้าและเศษพืช   เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติมากขึ้น
   

                   การเก็บเกี่ยวผลผลิต  หลังจากปล่อยเลี้ยงไปประมาณ  15  วัน   ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวไรออกไปจำหน่ายได้   โดยจะได้ผลผลิตประมาณ  50 - 100 กิโลกรัม / ไร่ / เดือน   และในสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ  จะสามารถรวบรวมไข่ไรได้ ประมาณ 5 - 10 กิโลกรัม / ไร่ / เดือน (น้ำหนักเปียก)

                   5.10 การลำเลียงอาร์ทีเมีย   วิธีการลำเลียงอาร์ทีเมียที่นิยมกระทำกัน  คือ   การลำเลียงในสภาพสด   โดยบรรจุถุงพลาสติก  ถุงละ  1  กิโลกรัม  แล้วเติมน้ำ  5  ลิตร   ในถุงจะบรรจุถุงน้ำแข็งอยู่  2  ถุง   แล้วจึงอัดออกซิเจนใส่ถุง   จากนั้นนำถุงไปบรรจุลงในลังโฟมซึ่งรองพื้นด้วยน้ำแข็งอีก  6  ถุง   ความเย็นจะทำให้ไรสลบ   ช่วยลดความบอบช้ำ   ทำให้ลำเลียงไปได้ไกลๆ   นิยมใช้กับการลำเลียงระยะทางไกลหรือการส่งออก   แต่ถ้าลำเลียงระยะใกล้ๆจะใช้วิธีการอัดออกซิเจนเพียงอย่างเดียวก็พอแล้ว

อ้างอิง:  http://home.kku.ac.th/pracha/Food.htm


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06/02/09, [14:03:44] โดย ณ ใชเหมี่ยง »
Like (+0) Bullshit! (-0)

_Kong_ ออฟไลน์
Club Brother
_Kong_ เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! _Kong_ เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
Hobby (^_^)
 
« ตอบ #1 เมื่อ: 05/02/09, [08:20:07] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

แน่นปึ้ก
ขอบคุณครับ และ+1สำหรับบทความขยายสมอง
Like (+0) Bullshit! (-0)
ณ~ใชเหมี่ยง ออฟไลน์
Club Champion
ณ~ใชเหมี่ยง เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)
เหรียญอาญาสิทธิแพะแพนด้า
....MP CR 327....
 
« ตอบ #2 เมื่อ: 05/02/09, [11:25:25] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

แน่นปึ้ก
ขอบคุณครับ และ+1สำหรับบทความขยายสมอง

ขอบคุณนะครับ ถ้ามีอะไรน่าสนใจจะเอามาให้ชมอีกครับผม
Like (+0) Bullshit! (-0)

[Game]-[On] ออฟไลน์
Club Veteran
[Game]-[On] เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! [Game]-[On] เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #3 เมื่อ: 05/02/09, [11:41:47] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

+1ให้คับบทความเยี่ยม
Like (+0) Bullshit! (-0)

ตามมาไกลต่อไปไม่บรรจบ       หาไม่พบสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน
รักนั้นที่ทุกคนต้องมีไง             แท้จริงไซร้เหตุใดกูไม่มี
>KOM< ออฟไลน์
Hot Member
>KOM< เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง >KOM< เริ่มก้าวแรกสู่สังเวียน (You can't modify karma yet.)>KOM< เริ่มก้าวแรกสู่สังเวียน (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #4 เมื่อ: 05/02/09, [11:55:27] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

แจ่มมากไปหามาให้อีกนะครับ  lau01
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05/02/09, [14:17:10] โดย kom »
Like (+0) Bullshit! (-0)

firstyhun ออฟไลน์
Club Veteran
firstyhun เริ่มก้าวแรกสู่สังเวียน firstyhun เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
เบื่อ พวกอ้าง...สถาบัน
 
« ตอบ #5 เมื่อ: 05/02/09, [12:35:18] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

พี่บั่งบั๊ง เอาค่าแปะมาอีกห้าร้อยดิ

ฮ่าๆ

Like (+0) Bullshit! (-0)
tor_chakkrit ออฟไลน์
Club Follower
tor_chakkrit เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง tor_chakkrit เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #6 เมื่อ: 05/02/09, [14:16:35] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ยาวจังอ่ะครับ
แต่ก็ขอบคุณข้อมูลดีๆครับ
Like (+0) Bullshit! (-0)

Tiger ออฟไลน์
Club Member
Tiger เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง Tiger เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #7 เมื่อ: 05/02/09, [20:44:40] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เยี่ยมมาก ๆ ครับ
Like (+0) Bullshit! (-0)
ณ~ใชเหมี่ยง ออฟไลน์
Club Champion
ณ~ใชเหมี่ยง เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)
เหรียญอาญาสิทธิแพะแพนด้า
....MP CR 327....
 
« ตอบ #8 เมื่อ: 06/02/09, [11:20:26] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

พี่บั่งบั๊ง เอาค่าแปะมาอีกห้าร้อยดิ

ฮ่าๆ



แหม่ๆ กระผมมิอาจ เดี๋ยวพี่บังเค้าหมั่นไส้ละจะหนาว
Like (+0) Bullshit! (-0)

บัง! ออฟไลน์
in Wonderland
บัง! เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)บัง! เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #9 เมื่อ: 06/02/09, [12:46:28] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เอ้า ให้จริงนะ

จัดหน้าใหม่หน่อยก็ดี เละไปนิด
Like (+0) Bullshit! (-0)

c1ub.net | +SakpanKemnak
(อีบังไม่ได้ขายปลา ขายกุ้ง ไม่ได้เปิดร้านนะจ๊ะ)
LUFUBU ออฟไลน์
Club Follower
LUFUBU เลเวล 99 ระดับเทพ แสงออกตีน LUFUBU เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #10 เมื่อ: 06/02/09, [13:06:23] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

บทความดีมากๆเลยครับ... [เจ๋ง] [เจ๋ง] [เจ๋ง]
Like (+0) Bullshit! (-0)

ณ~ใชเหมี่ยง ออฟไลน์
Club Champion
ณ~ใชเหมี่ยง เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)
เหรียญอาญาสิทธิแพะแพนด้า
....MP CR 327....
 
« ตอบ #11 เมื่อ: 06/02/09, [13:35:16] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เอ้า ให้จริงนะ

จัดหน้าใหม่หน่อยก็ดี เละไปนิด
พี่บังใจดีจัง ไม่โหดเหมือนที่คิดไว้ตอนแรก แต่ชอบแบบใจดีมากกว่าบทโหด เดี๋ยวจัดหน้าใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมครับ จัดให้ตามคำขอ  [เขิลลลล]
Like (+0) Bullshit! (-0)

Apistoensis ออฟไลน์
Club Brother
Apistoensis เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! Apistoensis ก้าวย่างสู่เส้นทางแห่งฝันอย่างมั่นคง (You can't modify karma yet.)Apistoensis ก้าวย่างสู่เส้นทางแห่งฝันอย่างมั่นคง (You can't modify karma yet.)Apistoensis ก้าวย่างสู่เส้นทางแห่งฝันอย่างมั่นคง (You can't modify karma yet.)Apistoensis ก้าวย่างสู่เส้นทางแห่งฝันอย่างมั่นคง (You can't modify karma yet.)
เหรียญนักเพาะหมอแคระระดับ 3 รองชนะเลิศหมอแคระเดอะดาว
Apisto & Tropheus Mania
 
« ตอบ #12 เมื่อ: 07/02/09, [14:56:04] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ชอบจัง  ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ
Like (+0) Bullshit! (-0)

sakai ออฟไลน์
Club Follower
sakai ก้าวย่างสู่เส้นทางแห่งฝันอย่างมั่นคง sakai เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #13 เมื่อ: 07/02/09, [16:28:21] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ขอบคุงครับ
Like (+0) Bullshit! (-0)

sonk ออฟไลน์
Club Member
sonk เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง sonk เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #14 เมื่อ: 07/02/09, [17:39:45] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

มีประโยชน์มากครับ    ให้ความรู้สร้างงานสร้างรายได้
Like (+0) Bullshit! (-0)

ปัญหามีไว้ให้เราแก้     คำตอบมีไว้เผื่อแผ่เพื่อคนอื่น
AoN ออฟไลน์
Club Member
AoN เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง AoN เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #15 เมื่อ: 08/02/09, [01:11:02] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 [งง]
Like (+0) Bullshit! (-0)
โก๋หลอด ออฟไลน์
Club Brother
โก๋หลอด เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง โก๋หลอด เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
นักรบชุดเทา สห.ทอ
 
« ตอบ #16 เมื่อ: 08/02/09, [03:10:42] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ hawaii
Like (+0) Bullshit! (-0)

สราซอ
ณ~ใชเหมี่ยง ออฟไลน์
Club Champion
ณ~ใชเหมี่ยง เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)
เหรียญอาญาสิทธิแพะแพนด้า
....MP CR 327....
 
« ตอบ #17 เมื่อ: 01/03/09, [14:56:15] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

มีประโยชน์มากครับ    ให้ความรู้สร้างงานสร้างรายได้

จะแอบไปเพาะหนอนแดงขายแล้วครับตอนนี้ รายได้คงดี
Like (+0) Bullshit! (-0)

Geodatis ออฟไลน์
Club Brother
Geodatis เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! Geodatis เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #18 เมื่อ: 09/09/09, [21:34:28] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ไม่ทำมะดา  [เขิลลลล]
Like (+0) Bullshit! (-0)
jiraiyaz ออฟไลน์
Club Follower
jiraiyaz เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง jiraiyaz เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #19 เมื่อ: 04/11/10, [22:04:48] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เพิ่งเห็นว่ามีวิธีการล้างไรทะเลให้หายเค็ม(แบบจริงจัง)ด้วย


เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านที่ไม่(เคย)กล้าใช้ไรทะเลเพราะกลัวความเค็มครับ
Like (+0) Bullshit! (-0)
ณ~ใชเหมี่ยง ออฟไลน์
Club Champion
ณ~ใชเหมี่ยง เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)ณ~ใชเหมี่ยง เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! (You can't modify karma yet.)
เหรียญอาญาสิทธิแพะแพนด้า
....MP CR 327....
 
« ตอบ #20 เมื่อ: 04/11/10, [22:10:27] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เพิ่งเห็นว่ามีวิธีการล้างไรทะเลให้หายเค็ม(แบบจริงจัง)ด้วย


เผื่อจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านที่ไม่(เคย)กล้าใช้ไรทะเลเพราะกลัวความเค็มครับ

เค้ามาตอนแรกตกใจใครมาขุดกระทู้ขึ้นมา มันตั้งแต่ปีมะโว้แล้วนะครับเนี่ย ยังหาเจออยู่อีกหรอ  ้hahaha ้hahaha
ไม่รู้ทำไปได้ไงยาวมาก นั่งทำจนตาแทบทะลัก..ไม่ใช่อะไรหรอกครับ..ตัวหนังสือมันลาย

ยังไงก็ขอบคุณครับที่ไปขุดค้นมาจนเจอ  [on_abe]
Like (+0) Bullshit! (-0)

jiraiyaz ออฟไลน์
Club Follower
jiraiyaz เป็นดาวดวงใหม่แห่งวงการ! jiraiyaz เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อย ไร้ชื่อเสียง (You can't modify karma yet.)
 
« ตอบ #21 เมื่อ: 04/11/10, [22:24:56] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

แหะๆ พอดี พ่อผมชอบตักลูกน้ำให้ปลากินมากกก

จน ตักทั้งวันนนน แม่ก็บ่นว่าเสียเวลา  กลัวจะบานปลายกลายเป็นปัญหาครอบครัว  [on_008] [เอ๊ะ!!!] 036 n032 (over)

ผมเลยพยายามหาทางออก ให้แกหันมาตัก "ไรทะเล" แทนอ่ะครับ ประหยัดเวลากว่าเยอะ

ทีนี้กลัวจะไปทำปลาแกตาย   ก็เลยต้องหาข้อมูลเนียนๆหน่อย

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
Like (+0) Bullshit! (-0)
หน้า: 1   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป:  

บอร์ดเก่านี้ "ปิด" แล้วนะครับ ไม่สามารถโพสได้ ตอนนี้ย้ายไปใช้บอร์ดระบบใหม่แล้ว

สมาชิกเก่าที่ล็อกอินล่าสุดไม่เกิน 1 ปี สามารถใช้ username และ password เก่าล็อกอินได้เลย ไม่ต้องสมัครใหม่

<< คลิ๊กที่นี่เพื่อไปบ้านใหม่ได้เลย >> หรือเข้าไปที่ https://aqua.c1ub.net/home