Aqua.c1ub.net
*
  Wed 11/Feb/2026
หน้า: 1   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อยากรู้เกี่ยวกับ CO2 ในน้ำ(งง ผู้รู้ช่วยตอบที )  (อ่าน 9112 ครั้ง)
l-lYclro~@qua ออฟไลน์
Club Follower
« เมื่อ: 05/05/10, [14:34:21] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ


CO2 (คาร์บอนไดออกไซด์) ที่เราเปิดให้ตู้ไม้น้ำจะละลายอยู่ในน้ำทำให้น้ำเป็นกรด

จะได้ดังสมการ  CO2+ H2O ---> H2Co3 (ตัวนี้เป็นกรดอ่อน)

มันจะมีอันตรายกับต้นไม้ไหมครับ ??
H2Co3 เป็นตัวเดียวกันกับที่อยู่ใน น้ำอัดลม ด้วย ??
Coffman ออฟไลน์
Sponsor
« ตอบ #1 เมื่อ: 05/05/10, [14:57:45] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

โอวๆ ผมก็เคยสงสัย  sho01 แท้จริงคือกรดคาร์บอนิค
This indicates that H2CO3 is a stronger acid than acetic acid and formic acid. Its high acidity reflects the influence of the electronegative oxygen substituent.
ขอตอบนะครับ

มันเป็นกรดที่แรงกว่าน้ำส้มสายชู และกรดมดก็จริงครับ
แต่ในสภาพการเลี้ยงไม้น้ำเราควบคุมมันไม่ให้เป็นกรดมากมายได้จากการตรวจสอบ pH เป็นหลักการง่ายมาก ที่ไม่ทำให้เกิดกรดคาร์บอนิคมากจนกระทั่งไปทำอันตรายกับสัตว์น้ำ หรือพืชน้ำครับ


อีกอย่าง
The pH level defines the acidity or base degree or water. The more hydrogen ions present, the more acidic the water is, the lower the pH, and vice versa. A neutral pH carries with it a value of seven. Most freshwater aquarium fish survive within a range of 5.5 to 7.5. An apparently small change in pH levels can affect your freshwater aquarium fish sometimes causing stress or even death.
เครดิต http://ezinearticles.com/?Ph-Levels-and-Its-Effects-on-Freshwater-Aquarium-Fish?&id=3386899
ระดับ pH ที่สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้มักจะค่อนไปทางกรดซะด้วย  [เจ๋ง] 5.5 - 7.5

แล้วไม้น้ำล่ะ
The Facts
# Aquarium pH is a measurement of acid vs. basic ions (H+ and OH-) in the water on a scale of zero to 14. Lower than 7 is acidic, higher than 7 is alkaline. Plants have a wider range of tolerance for pH in an aquarium than fish or other aquatic creatures. Some studies show aquarium plants healthy within a pH range of 6 to 9. Most fish are healthy at a range of 6.5 to 7.5. Slightly acidic pH allows plants to absorb ammonium---produced by the animals in the aquarium---as nutrient
เครดิต http://www.ehow.com/about_5079386_effect-aquarium-plants-ph.html
ไม้น้ำก็ชอบ ค่อนไปทางกรดได้ 6-9 เลย แต่ปลาส่วนใหญ่ชอบ 6.5-7.5 ครับ [เจ๋ง]


แต่อย่างไรก็ตามกรดนี้ก็เป็นกรดที่สำคัญอย่างยิ่งในการเกิด ดิน และวัฎจักรของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนพื่นโลกได้




ไหนๆก็พูดถึงกรดนี้แล้ว อันนี้แถมๆ ประโยชน์ของกรดคาร์บอนิค อย่ามองข้ามกันนะ
เครดิต http://www.rspg.org/thaigov_rspg/series/rsf2.htm

ถ้าทุบหินให้แตกออกแล้วสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่าเนื้อของหินข้างในมองดูสดกว่า ผิวโดยรอบของมัน   แสดงว่าผิวหินด้านนอกที่สัมผัสอากาศหรืคลุกอยู่กับดินมีการเปลี่ยนแปลงทำให้ อ่อนยุ่งลงทำให้เห็นเป็นวงๆ รอบเนื้อในทีสดนั้น  ถ้าเอาของแข็งขีดดูที่ผิวนอกจะรู้สึกมันนิ่มกว่าเนื้อใน นั่นแสดงว่าผิวด้านนอกของหินโดนปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงทำให้ ยุ่ยลง และยิ่งเวลาเนินนานเข้าผิวที่โดนเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นวงหนาขึ้นเรื่อยๆ รุกเข้าสู่เนื้อในที่สดนั้น
          หลายคนคงคิดว่าหินเป็นของแข็งมากๆ  มันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติได้อย่างไร  ความจริงคือหินประกอบด้วยแร่ตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป และแร่เป็นสารประกอบทางเคมีตามธรรมชาติ (เขียนแทนได้ด้วยสูตรทางเคมี) ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป  

          ตัวอย่างเช่นหินปูน (Limestone) มีแร่หลักคือ แร่แคลไซ้ท์ (CaCo 3) เพียงอย่างเดียว ส่วนหินแกรนิตประกอบด้วยหลายแร่ เช่น แร่ควอทซ์ เฟลด์สปาร์ แร่ไมก้า เป็นต้น ดังนั้นการผุพังทางเคมีก็เหมือนกับแร่หรือสารเคมีถูกทำปฏิกิริยาให้เปลี่ยน แปลงไป

          ตัวเข้าไปทำปฏิกิริยา มากจากไหน? น้ำ เป็นตัวสำคัญที่สุด น้ำฝนตกลงมาแล้วแทรกซึมลงไปในหิน  อีกตัวหนึ่งเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ ที่อยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น ในอากาศ และที่มากที่สุดอยู่ในดินอันเกิดจาก กิจกรรมของจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะพืชพรรณ ในดินมีปริมาณ CO 2  มากกว่าในอากาศหลายสิบเท่า
          น้ำเมื่อมี  CO 2  จะทำ ปฏิกิริยาได้กรดคาร์บอนิค (H2CO3) ดังสมการ
          H2O + CO2 ----> H2CO3  หรือ  H+  + HCO3
          กรดคาร์บอนิคนี้เองที่ให้   H+  ไปทำปฏิกิริยากับแร่ในดินและหิน  หินก็เกิดการผุพัง แร่ที่ประกอบอยู่ในหินจะยุ่ยสลาย พันธะจะแตกออกจากกันเป็นการเกิดการผุพัง และมีการละลายเป็นสารละลายออกไปด้วย หินก็จะแตกออกผุไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีนี้ ผลก็คือเกิดเป็น ดิน ขึ้นมา อาจเป็นดินที่อยู่ที่เดิมบนหินดั้งเดิม หรือ ส่วนที่พัดพาไปตกตะกอนที่ต่ำลงไปก็กลายเป็นดินเช่นกัน (เช่นดินที่เกิดในที่ราบริมแม่น้ำ)

 3. กระบวนการทางชีวภาพ ที่เอื้อต่อการเกิดดิน
          เมื่อเกิดดินอันเป็นผลจากการผุพังของหินแล้ว จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตามเข้ามาทันที เช่น  ต้นไม้ จุลินทรีย์ และสัตว์ต่างๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็เกิดขึ้น ที่เรียกว่ากิจกรรมของสิ่งมีชีวิต (Biological Activities) ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือมีการสร้าง CO2 มากขึ้น มีการสร้างกรดอินทรีย์มากขึ้น นั่นคือโดยภาพรวมจะมีกรดคาร์บอนิค H2CO3 และกรดอินทรีย์ (Organic Acid) เกิดมากขึ้น H+  ก็จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับแร่ ทำให้กระบวนการผุพังทางเคมีถูกเร่งให้เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ดินที่ถูกสร้างมากขึ้นหนาขึ้น เอื้อต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตมากขึ้น เหมือนลูกโซ่เมื่อเกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็ต้องเกิดอีกอย่างหนึ่งอย่างเกื้อกูลกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 05/05/10, [15:06:03] โดย coffman »
GoldbergNX ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #2 เมื่อ: 05/05/10, [15:00:04] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

โอวๆ ผมก็เคยสงสัย  sho01 แท้จริงคือกรดคาร์บอนิค
This indicates that H2CO3 is a stronger acid than acetic acid and formic acid. Its high acidity reflects the influence of the electronegative oxygen substituent.
ขอตอบนะครับ

มันเป็นกรดที่แรงกว่าน้ำส้มสายชู และกรดมดก็จริงครับ
แต่ในสภาพการเลี้ยงไม้น้ำเราควบคุมมันไม่ให้เป็นกรดมากมายได้จากการตรวจสอบ pH เป็นหลักการง่ายมาก ที่ไม่ทำให้เกิดกรดคาร์บอนิคมากจนกระทั่งไปทำอันตรายกับสัตว์น้ำ หรือพืชน้ำครับ


แต่อย่างไรก็ตามกรดนี้ก็เป็นกรดที่สำคัญอย่างยิ่งในการเกิด ดิน และวัฎจักรของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนพื่นโลกได้


ไหนๆก็พูดถึงกรดนี้แล้ว อันนี้แถมๆ ประโยชน์ของกรดคาร์บอนิค อย่ามองข้ามกันนะ
เครดิต http://www.rspg.org/thaigov_rspg/series/rsf2.htm

ถ้าทุบหินให้แตกออกแล้วสังเกตดูให้ดีจะเห็นว่าเนื้อของหินข้างในมองดูสดกว่า ผิวโดยรอบของมัน   แสดงว่าผิวหินด้านนอกที่สัมผัสอากาศหรืคลุกอยู่กับดินมีการเปลี่ยนแปลงทำให้ อ่อนยุ่งลงทำให้เห็นเป็นวงๆ รอบเนื้อในทีสดนั้น  ถ้าเอาของแข็งขีดดูที่ผิวนอกจะรู้สึกมันนิ่มกว่าเนื้อใน นั่นแสดงว่าผิวด้านนอกของหินโดนปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติเปลี่ยนแปลงทำให้ ยุ่ยลง และยิ่งเวลาเนินนานเข้าผิวที่โดนเปลี่ยนแปลงก็จะเป็นวงหนาขึ้นเรื่อยๆ รุกเข้าสู่เนื้อในที่สดนั้น
          หลายคนคงคิดว่าหินเป็นของแข็งมากๆ  มันจะเกิดปฏิกิริยาเคมีตามธรรมชาติได้อย่างไร  ความจริงคือหินประกอบด้วยแร่ตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป และแร่เป็นสารประกอบทางเคมีตามธรรมชาติ (เขียนแทนได้ด้วยสูตรทางเคมี) ประกอบด้วยธาตุตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป  

          ตัวอย่างเช่นหินปูน (Limestone) มีแร่หลักคือ แร่แคลไซ้ท์ (CaCo 3) เพียงอย่างเดียว ส่วนหินแกรนิตประกอบด้วยหลายแร่ เช่น แร่ควอทซ์ เฟลด์สปาร์ แร่ไมก้า เป็นต้น ดังนั้นการผุพังทางเคมีก็เหมือนกับแร่หรือสารเคมีถูกทำปฏิกิริยาให้เปลี่ยน แปลงไป

          ตัวเข้าไปทำปฏิกิริยา มากจากไหน? น้ำ เป็นตัวสำคัญที่สุด น้ำฝนตกลงมาแล้วแทรกซึมลงไปในหิน  อีกตัวหนึ่งเป็น คาร์บอนไดออกไซด์ ที่อยู่แล้วตามธรรมชาติ เช่น ในอากาศ และที่มากที่สุดอยู่ในดินอันเกิดจาก กิจกรรมของจุลินทรีย์ และสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะพืชพรรณ ในดินมีปริมาณ CO 2  มากกว่าในอากาศหลายสิบเท่า
          น้ำเมื่อมี  CO 2  จะทำ ปฏิกิริยาได้กรดคาร์บอนิค (H2CO3) ดังสมการ
          H2O + CO2 ----> H2CO3  หรือ  H+  + HCO3
          กรดคาร์บอนิคนี้เองที่ให้   H+  ไปทำปฏิกิริยากับแร่ในดินและหิน  หินก็เกิดการผุพัง แร่ที่ประกอบอยู่ในหินจะยุ่ยสลาย พันธะจะแตกออกจากกันเป็นการเกิดการผุพัง และมีการละลายเป็นสารละลายออกไปด้วย หินก็จะแตกออกผุไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีนี้ ผลก็คือเกิดเป็น ดิน ขึ้นมา อาจเป็นดินที่อยู่ที่เดิมบนหินดั้งเดิม หรือ ส่วนที่พัดพาไปตกตะกอนที่ต่ำลงไปก็กลายเป็นดินเช่นกัน (เช่นดินที่เกิดในที่ราบริมแม่น้ำ)

 3. กระบวนการทางชีวภาพ ที่เอื้อต่อการเกิดดิน
          เมื่อเกิดดินอันเป็นผลจากการผุพังของหินแล้ว จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตามเข้ามาทันที เช่น  ต้นไม้ จุลินทรีย์ และสัตว์ต่างๆ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็เกิดขึ้น ที่เรียกว่ากิจกรรมของสิ่งมีชีวิต (Biological Activities) ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือมีการสร้าง CO2 มากขึ้น มีการสร้างกรดอินทรีย์มากขึ้น นั่นคือโดยภาพรวมจะมีกรดคาร์บอนิค H2CO3 และกรดอินทรีย์ (Organic Acid) เกิดมากขึ้น H+  ก็จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับแร่ ทำให้กระบวนการผุพังทางเคมีถูกเร่งให้เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ดินที่ถูกสร้างมากขึ้นหนาขึ้น เอื้อต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตมากขึ้น เหมือนลูกโซ่เมื่อเกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็ต้องเกิดอีกอย่างหนึ่งอย่างเกื้อกูลกัน

ความรู้อย่างแน่น  sho01
_'MD_MARRIOTT ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #3 เมื่อ: 05/05/10, [15:12:59] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

 lau01
siegheart ออฟไลน์
Club Follower
« ตอบ #4 เมื่อ: 05/05/10, [15:50:24] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

คุณ coffman นี่ความรู้แน่น จริงๆครับ [เจ๋ง] [เจ๋ง] [เจ๋ง]
Champies ออฟไลน์
Hot Member
« ตอบ #5 เมื่อ: 05/05/10, [20:48:31] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เคยเอาลงใว้นานแล้วครับ http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=19106.0
Coffman ออฟไลน์
Sponsor
« ตอบ #6 เมื่อ: 05/05/10, [21:04:48] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เคยเอาลงใว้นานแล้วครับ http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=19106.0

[เจ๋ง] กระทู้ดีอีกแล้ว เก็บเข้า bookmark
หน้า: 1   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: