Aqua.c1ub.net
*
  Wed 04/Feb/2026
หน้า: 1   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ถามผู้รู้คับ  (อ่าน 1809 ครั้ง)
pagunchee ออฟไลน์
Club Member
« เมื่อ: 22/02/10, [11:27:21] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เพือนๆๆดูยังไงกันว่าเเสงพอหรือเเสงไม่พอกันอะคับ เเล้วคาร์บอนถังเพือนๆๆปลอยกันยังไงอะคับ
l3EП-nophila™ ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #1 เมื่อ: 22/02/10, [19:47:48] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=50084.0-->>>ไฟ
จะดูยังไง วัดยังไงว่า แค่ไหนคือแสงมาก แค่ไหนคือแสงน้อย ถ้าให้ถูกต้องจริงๆต้องวัดด้วยค่า lux แต่เครื่องวัดมันแพง และยุ่งยากสำหรับมือใหม่เกินไป ไม่ต้องสนใจ ถ้าจะวัดแบบง่ายๆก็ดูที่จำนวนวัตต์รวมของหลอดไฟทั้งหมดที่เราใช้ ต่อปริมาณน้ำครับ

เช่น เรามีหลอดไฟขนาด 18 w จำนวน 3 หลอด ตู้ขนาด ยาว 24 นิ้ว กว้าง 12 นิ้ว สูง 12 นิ้ว คำนวณปริมาตรน้ำออกมาได้ 56.63 ลิตร (สามารถใช้ตัวช่วยคำนวณนี้เพื่อคำนวณปริมาตรน้ำได้เลยครับ ใส่ขนาดตู้ลงไปแล้วกดคำนวณก็ออกมาแล้วครับ ขนาดตู้ให้หักความหนาของชั้นกรวดออกด้วยก็ดีครับ จะได้ปริมาตรน้ำที่แน่นอนกว่า ....เพราะเราจะเอาปริมาตรน้ำ ...ไม่ใช่กรวดนี่นะ)

คิดได้แล้วก็ต่อกันเลย ไฟ 18x3 หลอด เท่ากับตู้คุณมีไฟ 54 วัตต์ จับ 54 หารด้วย 56.63 ได้ 0.95 นั่นคือตู้คุณมีไฟ 0.95 วัตต์ต่อลิตร

แล้วตู้เราแสงมากหรือน้อยล่ะ? ก็เอาผลลัพท์มาเทียบกับข้างล่างนี้ครับ

    * 0.2-0.5 วัตต์ (watts)(ใช้ตัวย่อ W) ต่อปริมาณน้ำ 1 ลิตร สำหรับไม้น้ำที่ต้องการแสงน้อย เช่น มอสชนิดต่างๆ (Vesicularia dubyana) ไม้ตระกูลคริป (Cryptocoryne) และตระกูลอนูเบียส

    * 0.5-0.65 w  ต่อลิตร สำหรับไม้น้ำที่ต้องการแสงปานกลาง เช่น หญ้าซาจิ (Sagittaria) และไม้ตระกูลอเมซอน (Echinodorus)
    * 0.65-0.8 w ต่อลิตร สำหรับไม้น้ำที่ต้องการแสงปานกลาง-มาก เช่นพวก ชบาน้ำ (Aponogeton) ลานไพลิน (bacopa) หญ้าหัวไม้ขีด (Eleocharis)
    * 0.8 w   ต่อลิตร ขึ้นไป สำหรับไม้น้ำที่ต้องการแสงมาก เช่น สาหร่ายคาบอมบ้า (Cabomba) ตระกูลสาหร่าย และไม้ข้อ เกือบทุกชนิด จอก แหน


แสดง ว่าตู้ติ๊ต่างของเรานี้ มีปริมาณแสงมากกกก ก็จะสามารถเลี้ยงไม้ที่ต้องการแสงมากได้ แต่ก็ต้องระวัง ปริมาณแสงที่มากเกินไปจะทำให้เกิดตะไคร่ได้ง่ายกว่านะจ๊ะ

การเปรียบ เทียบข้างบนนี้ อ้างอิงจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์แท่งยาวๆ แบบที่เราใช้ตามบ้านนะครับ ถ้าเป็นหลอดชนิดอื่น ก็จะแตกต่างออกไปบ้าง แต่ก็พอมั่วๆถั่วๆไปกันได้  ถ้าต้องการ ดูเพิ่มเติมเรื่องแสงในตู้พรรณไม้น้ำได้ที่นี่ครับ


การวัดปริมาณการใส่ CO2 ลงในตู้ ปกติจะใช้การนับจำนวนฟองต่อวินาที ด้วยตัวนับฟอง ที่มีน้ำอยู่ภายใน ให้ก๊าซไหลผุดขึ้นมาทีละฟองเพื่อนับปริมาณต่อวินาที หรือตัวละลายบางชนิดอาจจะมีตรงนี้ให้นับได้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องใช้ตัวนับฟองก็ได้ ปกติมาตรฐานถ้าปิดตอนกลางคืน จะเปิด 3-4 ฟองต่อวินาที ถ้าเปิด 24 ชั่วโมง จะเปิด 1-2 ฟองต่อวินาที

CO2 ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จะมีอยู่ 3 แบบ

1. แบบถัง เป็นถังเหล็ก ภายในอัดก๊าซ CO2 เอาไว้เวลาหมดต้องเอาไปเติม หรือเอาไปเปลี่ยนถังใหม่มา เหมือนก๊าซหุงต้มที่เราใช้ตามบ้าน (แต่ถังคนละแบบกันนะครับ ใช้ร่วมกันไม่ได้)
โดยจะต้องติดวาล์วควบคุมการ ไหลของก๊าซที่หัวถัง เรียกว่าเรกกูเลเตอร์ (Regulator) แบบถังนี่จะมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะได้ก๊าซ CO2 เต็มที่ เพียวๆ ใช้กับตู้ใหญ่ขนาดไหนก็ได้ แต่ลงทุนซื้อถังครั้งแรกแพง ประมาณ 3000 (ราคานี้มีถังขนาด 3 กิโล หัวเรกกูเลเตอร์ วาล์วปรับละเอียด อาจจะมีให้ตัวละลายด้วย) ก๊าซสามารถเปลี่ยนหรือเติมได้ที่ร้านที่เราซื้อมา หรือถ้าแถวบ้านมีร้านขาย/เติมถังออกซิเจน แล้วมาจตุจักรลำบาก อาจจะซื้อถังและเติมที่ร้านแถวบ้านก็ได้ ร้านพวกนี้ส่วนใหญ่จะมีถัง CO2 ให้ด้วยอยู่แล้ว ถัง 3 kg. เติมครั้งละ 50-150 บาท แล้วแต่ร้าน
2. แบบยีสต์ เป็นการหมักน้ำตาลกับยีสต์ พอยีสต์กินน้ำตาล ก็จะขี้ออกมาเป็น CO2 เราก็ต่อสายไปลงตู้ ทำครั้งนึงใช้ได้ประมาณ 20-30 วัน ราคาถูกมาก แค่ค่าน้ำตาล 2 ถ้วย ไม่ถึง 10 บาท (น้ำตาลครึ่งโล 10 กว่าบาท) กับยีสต์ อย่างดีๆเลยก็ห่อละ 300 ใช้ไปยันลูกยันหลาน เพราะใช้แค่ครั้งละ 1/2-1ช้อนชา มีข้อเสียคืออาจจะผลิตปริมาณก๊าซได้ไม่พอกับตู้ใหญ่กว่า 36 นิ้ว จริงๆแล้วก็ใช้ได้ แต่ต้องทำหลายชุด ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนแพง
3. แบบไฟฟ้า เป็นการใช้ไฟฟ้าไปทำปฏิกริยากับสารอะไรซักอย่าง แล้วให้ CO2 ออกมา ราคาเครื่องประมาณ 1000 กว่าบาท แต่ค่าแท่งสารที่ต้องเปลี่ยนประมาณ 6 เดือน- 1 ปี ราคาเกือบพัน ว่ากันว่าปริมาณ CO2 ที่ผลิตได้ยังน้อยอยู่ ใช้แล้วสู้แบบถังไม่ได้ ตัวนี้ผมยังไม่เคยมีโอกาสใช้ ก็เลยฟันธงไม่ได้นะขรับ แต่เทียบกับราคาแล้ว ใช้แบบถังคุ้มกว่าและดีกว่าแน่ครับ ตัวเลือกนี้เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในเขตที่หาเติมหรือเปลี่ยนถัง CO2 ไม่ได้จริงๆ เช่นต่างจังหวัดไกลๆ
ราคาแบบไฟฟ้าโดยประมาณ
ของยี่ห้อ Nisso co2 maker
120 ลิตร 1800 บาท
260 ลิตร 2200 บาท
475 ลิตร 2600 บาท
ขอบคุณบทความพี่บัง ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 22/02/10, [19:50:24] โดย blendz »
CHOKCLS ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #2 เมื่อ: 23/02/10, [20:03:28] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

เป็นบทความที่ดีครับ...แต่พอมีประสบการณ์มากๆเข้า บางอย่างมันก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตู้ของเราด้วยครับ
อ่านไว้เป็นแนวทาง โดยเฉพาะสมาชิกใหม่ทุกท่านควรอ่านอย่างยิ่ง [เขิลลลล]
Art_of_Nature ออฟไลน์
Club Champion
« ตอบ #3 เมื่อ: 23/02/10, [20:16:55] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ทฏษดี มีไว้เป็นเพียงแค่แนวทางพื้นฐานที่จะให้เรานำไปปฏิบัติ   ต้นไม้แต่ละชนิดสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันมีความต้องการไม่เหมือนกัน มันไม่มีสูตรสำเร็จอะไรที่ตายตัว เมื่อเรานำเขามาอยู่รวมกันมันก็ต้องหาจุดตัดที่เหมาะสม
K2iD ออฟไลน์
Club Brother
« ตอบ #4 เมื่อ: 23/02/10, [20:53:08] »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ

ความรู้ๆ  lau01
หน้า: 1   ขึ้นบน
พิมพ์
กระโดดไป: